มีการแสดงความกังวลว่า การนำคริปโตเคอร์เรนซี เช่น *บิตคอยน์(BTC)* มาใช้ในการบริหารจัดการเงินทุนของบริษัท อาจกำลังสร้าง *โครงสร้างความเสี่ยง* ที่คล้ายกับหลักทรัพย์หนี้ที่มีหลักประกัน (CDO) ซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤตการเงินปี 2008
โยซิป รูเปนา(Josip Rupena) ซีอีโอของบริษัท Milo และอดีตนักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ ได้ให้สัมภาษณ์กับ Cointelegraph เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า บริษัทที่ดำเนินงานด้านการจัดการคริปโตทรัพย์ในรูปแบบนี้ กำลังแทรกความเสี่ยงที่ซับซ้อนเข้าไปในระบบ โดยเฉพาะด้าน *ความสามารถของผู้บริหาร, ความมั่นคงทางไซเบอร์ และศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสด* ซึ่งคล้ายกับวิธีที่สินเชื่อที่ดูปลอดภัยอย่างจำนองที่อยู่อาศัยถูกนำมาจัดโครงสร้างซับซ้อนจนยากต่อการประเมินความเสี่ยงในอดีต
รูเปนาให้ความเห็นว่า ในอดีตนักลงทุนจำนวนมากไม่อาจประเมินได้ว่าตนเองกำลังรับความเสี่ยงจากอะไร เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับคริปโตในปัจจุบันซึ่งอาจถูกจัดโครงสร้างจนปกปิดความเสี่ยงแท้จริงไป “*บิตคอยน์หรือสินทรัพย์ดิจิทัลถูกจัดการในรูปแบบนี้มากขึ้น จนทำให้ภาพความเสี่ยงเบลอ*” รูเปนากล่าว
แม้รูเปนาจะประเมินว่าโครงสร้างที่ว่านี้อาจยังไม่เป็นภัยทันที แต่หากจำนวนบริษัทที่ใช้ “*เลเวอเรจสูง*” เพิ่มมากขึ้น จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงหากเกิดการเทขายอย่างรุนแรงในตลาด ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ *ขายตัดขาดทุน* และโอกาสที่ความผันผวนจากขาลงจะทวีความรุนแรง รูเปนาชี้ว่า “ตอนนี้อาจเร็วเกินไปที่จะระบุว่าใครจะเป็นตัวกระตุ้นขาลงรอบถัดไป แต่การใช้เลเวอเรจเกินขนาดย่อมสร้างแรงกระเพื่อมแน่นอน”
*บิตคอยน์* และคริปโตถูกออกแบบมาเพื่อเน้น “*การกระจายอำนาจและเป็นทางเลือกในการรักษามูลค่าทรัพย์สิน*” อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการนำไปใช้ในรูปแบบที่ซับซ้อนกลับเปิดทางให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่โปร่งใส ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพิจารณาวิธีบริหารจัดการทรัพย์สินดิจิทัลในภาพรวมอีกครั้ง
ในขณะที่ตลาดกำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากกระแสความเป็นไปได้ที่ *ทรัมป์* จะกลับมาชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐอีกครั้ง นักวิเคราะห์จึงมองว่า *การจับตาความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง* เหล่านี้จะมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงเวลาข้างหน้า
ความคิดเห็น 0