การออกกฎหมายใหม่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลในเกาหลีใต้กำลังชะงักเนื่องจากความขัดแย้งเรื่อง ‘ใครควรมีสิทธิ์ออกสเตเบิลคอยน์ที่อิงกับเงินวอน’ เป็นหัวใจหลักของการถกเถียงระหว่างธนาคารกลางเกาหลีใต้, คณะกรรมการบริการทางการเงินของประเทศ และรัฐสภา โดยมีการแสดงจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ มองว่าสเตเบิลคอยน์เป็น ‘เงินกึ่งกลาง’ ที่สามารถส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและนโยบายการเงิน โดยเสนอให้เฉพาะ ‘กลุ่มธนาคาร’ เท่านั้นที่ควรมีสิทธิ์ออกเหรียญดังกล่าว พร้อมเสนอหลักการ ‘กฎ 51%’ ที่กำหนดให้กลุ่มธนาคารต้องถือหุ้นมากกว่า 51% ในโครงการ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการดูแลสถาบันการเงินและลดความเสี่ยงด้านระบบ
ในทางตรงกันข้าม คณะกรรมการบริการทางการเงินและสมาชิกสภาบางส่วนเสนอให้เปิดโอกาสให้ ‘บริษัทที่ได้รับใบอนุญาต’ ทั้งฟินเทคและบริษัทคริปโตสามารถออกสเตเบิลคอยน์ได้ ความเห็นจากฝ่ายนี้ระบุว่า หากจำกัดบทบาทการออกเหรียญไว้ที่ธนาคารเพียงอย่างเดียว จะเป็นการขัดขวางการแข่งขันและนวัตกรรม โดยเฉพาะในตลาดที่มีพลวัตสูงอย่างคริปโต
ธนาคารกลางยังแสดงความกังวลว่า บริษัทเอกชนขนาดใหญ่อาจแทรกแซงระบบการเงินหากได้รับสิทธิ์ในการออกเหรียญ ซึ่งขัดกับหลักการแยกทุนอุตสาหกรรมออกจากทุนทางการเงินที่เกาหลีใต้ถือปฏิบัติมาเป็นเวลานาน ขณะที่ฝ่ายคัดค้าน มองว่ากฎ 51% ไม่ใช่เครื่องมือเดียวในการคุมความเสี่ยง และควรให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘ความโปร่งใส, การบริหารจัดการสำรองเงิน, และความสามารถในการไถ่ถอน’ มากกว่า
ตลาดสเตเบิลคอยน์ในเกาหลียังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Chainalysis ระบุว่า ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2023 ถึงกรกฎาคม 2024 มีสเตเบิลคอยน์ที่ซื้อขายด้วยเงินวอนสูงถึง 93 ล้านล้านวอน (ราว 64 พันล้านดอลลาร์) สะท้อนถึงความต้องการในตลาดจริง อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในการออกกฎหมายอาจส่งผลให้ผู้ใช้งานยังคงพึ่งพาสตเบิลคอยน์ต่างประเทศอย่าง เทเธอร์(USDT) ในระยะยาว และทำให้โครงการพัฒนาสตเบิลคอยน์ในประเทศเสียเปรียบด้านเวลาและการเข้าถึงตลาด
รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับ ‘ความมั่นคงของระบบ’ มากกว่า ‘ความเร็วในการดำเนินการ’ โดยมีทางเลือกที่กำลังหารืออยู่ เช่น โมเดลออกใบอนุญาตแบบสองขั้นตอน การจำกัดปริมาณการออกตามลำดับ หรือการเปิดให้กลุ่มธนาคารสามารถบริหารจัดการได้อย่างอิสระมากขึ้น ทั้งนี้ หลักเกณฑ์สากล เช่น สัดส่วนการสำรองเงินสด, การดูแลสินทรัพย์ลูกค้าโดยบุคคลที่สาม และการแยกบัญชีเงินทุน ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่อยู่ระหว่างการปรับใช้
สุดท้าย สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ ‘ใครเป็นผู้ออก’ แต่คือ ‘ออกแล้วจะควบคุมความเสี่ยงได้แค่ไหน’ ซึ่งเป็นมุมมองจากฝ่ายที่สนับสนุนโมเดลเปิด ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานในเรื่องสภาพคล่อง ความสามารถในการไถ่ถอน และการตรวจสอบยังคงเป็นหัวใจของการสร้างความเชื่อมั่นต่อสเตเบิลคอยน์ในประเทศ
แม้การออก ‘กฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลพื้นฐาน’ จะถูกเลื่อนออกไปถึงปี 2026 แต่ความใส่ใจที่ล่าช้าในประเด็นของความหลากหลายและความยืดหยุ่นอาจทำให้เกาหลีใต้พลาดโอกาสในการเป็นผู้นำในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่ตลาดทั่วโลกกำลังเคลื่อนที่เร็วขึ้นและไร้พรมแดนมากยิ่งขึ้น คำถามว่า ‘ใครควรออกสเตเบิลคอยน์ที่อิงกับเงินวอน’ จึงกลายเป็นประเด็นที่ต้องตัดสินใจอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้เกาหลีใต้ตามหลังในสนามแข่งขันดิจิทัลระดับโลก
ความคิดเห็น 0