ไบรอัน อาร์มสตรอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทโคอินเบส(Coinbase) ออกมาโต้ข่าวความขัดแย้งกับทำเนียบขาวเกี่ยวกับร่างกฎหมายกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐฯ หรือกฎหมาย ‘Clarity Act’ โดยยืนยันว่า การเจรจากับรัฐบาลยังคง ‘สร้างสรรค์’ และไม่ได้มีรอยร้าวตามที่สื่อบางสำนักรายงาน
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 15 (เวลาท้องถิ่น) อาร์มสตรองประกาศผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า โคอินเบสตัดสินใจถอนการสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นการชั่วคราว โดยระบุว่า "ตัวร่างในปัจจุบันอาจสร้างผลลบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งอุตสาหกรรมคริปโต" พร้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อเสนอ *แบ่งรายได้จากสเตเบิลคอยน์(Stablecoin)* กับธนาคาร และเสริมว่า *"บางครั้งการไม่มีร่างกฎหมายเลยยังดีกว่าการมีร่างกฎหมายที่ไม่ดี"*
รายงานข่าวจากฝั่งสื่อระบุว่า ทำเนียบขาวภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ไม่พอใจท่าทีของโคอินเบส จนถึงขั้นเตือนว่าหากไม่มีความคืบหน้าในการเจรจากับภาคธนาคารเกี่ยวกับโมเดลดังกล่าว รัฐบาลอาจถอนการสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ในระดับนโยบาย โดยนักข่าวการเงินชื่อดัง เอลีเนอร์ เทอร์เร็ต ให้ความเห็นว่า “ฝั่งรัฐบาลมองการกลับลำของโคอินเบสเป็นการ *‘รันพุล’ (rug pull)* ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่บั่นทอนความเชื่อใจอย่างร้ายแรงในวงการคริปโต”
แม้จะมีข่าวลือมากมาย อาร์มสตรองได้ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ย้ำว่า *"ไม่มีความขัดแย้งใด ๆ กับรัฐบาล เรากำลังหารือกับธนาคารเรื่องโมเดลแบ่งรายได้จากสเตเบิลคอยน์ และมีความคืบหน้าอย่างสร้างสรรค์"* เขายังอธิบายเพิ่มเติมว่า โคอินเบสพยายามหาวิธีปรับตัวโมเดลให้สอดคล้องกับระบบการเงินแบบดั้งเดิม เพื่อให้เกิดความร่วมมือและยอมรับจากธนาคารพาณิชย์
ด้านธนาคารในสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งแสดงความกังวลต่อแนวคิดที่ให้ผู้ออกสเตเบิลคอยน์สามารถแบ่งรายได้ในรูปแบบดอกเบี้ยแก่ผู้ใช้งาน ซึ่งอาจนำไปสู่ ‘การย้ายเงินฝากออกจากธนาคาร’ โดยเฉพาะในยุคที่ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลสูงถึงระดับ 5% อาร์มสตรองรับทราบถึงความกังวลเหล่านี้ และระบุว่า โคอินเบสกำลัง *แสวงหาโมเดลใหม่ที่สามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างทุกฝ่าย*
แม้จะมีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการ แต่ความสงสัยเรื่องความตึงเครียดระหว่างโคอินเบสกับทำเนียบขาวก็ยังไม่จางหาย โดยเทอร์เร็ตย้ำในแถลงล่าสุดว่า "รัฐบาลยังกดดันให้โคอินเบสเร่งตกลงกับธนาคาร เพื่อเปิดทางให้ร่างกฎหมายเดินหน้าต่อ" พร้อมยังชี้ว่า คำพูดของอาร์มสตรองบางส่วน *กลับสะท้อนว่าการเจรจายังไม่บรรลุผลสำเร็จ*
ร่างกฎหมาย ‘Clarity Act’ มีเป้าหมายชัดเพื่อวางกรอบกำกับระบบนิเวศคริปโตในสหรัฐฯ โดยแยกบทบาทระหว่างคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(SEC) กับคณะกรรมการกำกับสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า(CFTC) อย่างชัดเจน วงการคริปโตมองว่าร่างกฎหมายนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการขยายตัวและการคุ้มครองนักลงทุนในระยะยาว
*ความคิดเห็น*: ประเด็นที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นความซับซ้อนของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งต้องอาศัยการเจรจาระหว่างหลายฝ่าย ไม่ใช่เพียงแค่นักนวัตกรรมอย่างโคอินเบส แต่ยังรวมไปถึงธนาคาร และฝ่ายนโยบายของรัฐบาล หากข้อตกลงเรื่องการจัดการรายได้จากสเตเบิลคอยน์ออกมาได้อย่างลงตัว ก็อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ขับเคลื่อนร่างกฎหมายฉบับนี้สู่การบังคับใช้จริงในอนาคต
ความคิดเห็น 0