การเปลี่ยนแปลงนโยบาย API ของแพลตฟอร์ม X (ชื่อเดิมคือทวิตเตอร์) ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศของอินโฟไฟ(InfoFi) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม Web3 ด้านการตลาดที่มุ่งเน้นการกระจายศูนย์กลาง โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวถึงกับ ‘พังทลาย’ ภายในเวลาเพียงสามวัน จากรายงานของไทเกอร์รีเสิร์ช(Tiger Research) เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของการพึ่งพาแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ และโครงสร้างแรงจูงใจที่ขาดความชัดเจน โดยส่งสัญญาณเตือนสำคัญต่อทิศทางในอนาคตของโครงการ Web3 อื่นๆ
เมื่อวันที่ 15 มกราคม นิกิตา เบียร์ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ X ได้ประกาศว่า “แพลตฟอร์มจะไม่อนุญาตให้แอปที่ทำการโพสต์โดยอัตโนมัติแบบมีรางวัลตอบแทนทำงานบน X อีกต่อไป” ส่งผลให้บรรดาโครงการที่พึ่งพากลไกของอินโฟไฟต้องหยุดชะงักลงในทันที โครงการเด่นอย่างไคโต(Kaito) ซึ่งก่อนหน้าเพียงสองวันยังเข้าสู่กระบวนการข้อพิพาทกับ X ทางกฎหมาย ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ แม้จะใส่ข้อมูลว่า ‘มีการเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า’ หลังการประกาศ ราคาของโทเคน KAITO ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว และถึงแม้ทีมงานจะออกแถลงการณ์ฉุกเฉินเพื่ออธิบายสถานการณ์ แต่ก็ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากชุมชนได้อีก
ไทเกอร์รีเสิร์ชระบุว่า ความเร็วและแรงสั่นสะเทือนของการล่มสลายคราวนี้ ถือเป็นตัวอย่างของ ‘เศรษฐกิจที่ยังดูปกติอยู่เพียงสามวันก่อนหน้า’ ที่กลับกลายเป็นซากปรักหักพังในชั่วพริบตา
สำหรับทางเลือกของโครงการที่เคยดำเนินงานบนอินโฟไฟ ยังมีตัวเลือกหลากหลายให้พิจารณา ตัวเลือกแรกคือการ ‘ยุติกิจการ’ โดยเฉพาะโครงการขนาดเล็กที่อาจไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการปรับตัวหรือฝ่าฟันความไม่แน่นอน ทางเลือกที่สองคือการเปลี่ยนไปใช้แพลตฟอร์มแบบ ‘ให้ทุนตามภารกิจ’ (Bounty-Based Grant) โดย KOL (ผู้มีอิทธิพลในโลกออนไลน์) จะสมัครเข้าร่วมแคมเปญที่ตนสนใจ สร้างคอนเทนต์และรับรางวัลตอบแทน ซึ่งตัวอย่างเช่นโครงการ Scribble ได้แสดงให้เห็นว่าโมเดลนี้สามารถสร้าง ‘วงจรบวก’ ในการกระจายตัวแคมเปญและการดึงดูด KOL ได้ดี อย่างไรก็ตามยังมีข้อเสียในด้าน ‘ความไม่แน่นอนในการอนุมัติเนื้อหา’ ที่ต้องพิจารณา
อีกทางเลือกหนึ่งคือการปรับใช้โมเดล ‘บล็อกเกอร์ทดลองสินค้าแบบเกาหลี’ ซึ่งโครงการจะคัดเลือกกลุ่มผู้ดำเนินแคมเปญล่วงหน้า และให้รางวัลตามผลลัพธ์ที่ได้ วิธีนี้มีข้อได้เปรียบในแง่ของ ‘ความชัดเจนในการคาดการณ์รายได้’ สำหรับ KOL และช่วยให้โครงการควบคุมคุณภาพของคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้น
ในขณะที่อีกทิศทางหนึ่งคือการขยายไปสู่แพลตฟอร์มอื่นอย่างยูทูบ, ติ๊กต็อก หรืออินสตาแกรม ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานกว้างขวางขึ้น จึงเป็นรูปแบบที่มีศักยภาพในการขยายตัวสูง แต่ก็เพิ่มความซับซ้อนในการบริหารจัดการเนื่องจากแต่ละแพลตฟอร์มมีนโยบายและรูปแบบที่ต่างกัน
แนวทางที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดคือการจัดตั้งโครงสร้างการบริหาร KOL บนแนวคิด MCN (Multi-Channel Network) โดยเน้น ‘บทบาทของอินฟลูเอนเซอร์’ เหนือกว่า ‘แบรนด์’ ซึ่งจะทำให้แพลตฟอร์มสามารถควบคุม-จัดการ KOL อย่างเป็นระบบ และนำข้อมูลพฤติกรรมของ KOL มาพัฒนาเป็นกลยุทธ์ ‘การเข้าสู่ตลาด’ (GTM) ที่สอดคล้องกับแต่ละโครงการมากขึ้น
อย่างไรก็ดี อินโฟไฟรุ่นใหม่ หรือ ‘InfoFi 2.0’ ยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างอยู่สองประการคือ ‘ระบบรางวัลที่ยุติธรรม’ และ ‘การยืนยันมูลค่าที่แท้จริงของโทเคน’
โจเอล มุน นักวิเคราะห์จากไทเกอร์รีเสิร์ช ชี้ว่า "ตราบใดที่ยังมีรางวัล ก็ย่อมมีแรงจูงใจให้ใช้วิธีลัด" ปัญหานี้เคยเกิดขึ้นในระบบอินโฟไฟรุ่นก่อนที่มีโพสต์สแปมจำนวนมาก ซึ่งก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ X เข้าดำเนินมาตรการจำกัด อีกทั้ง เดวิด นักวิเคราะห์อีกราย ยังเสริมว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การโน้มน้าวให้นักลงทุนเชื่อมั่นในโทเคนที่อาศัยเพียงกลไกรางวัลและการเล่าเรื่อง ย่อมเป็นเรื่องยากยิ่ง
ในท้ายที่สุด รูปแบบใหม่ของอินโฟไฟจะปรับเปลี่ยนจาก ‘เครือข่ายเปิดขนาดใหญ่’ ไปสู่ระบบที่สามารถควบคุมได้มากขึ้น โดยทำงานร่วมกับผู้มีส่วนร่วมที่เชื่อถือได้ ผสานทั้งแพลตฟอร์มการตลาด, กลยุทธ์ท้องถิ่น (GTM), สื่อออฟไลน์ และระบบ KOL แบบคัดเลือก แต่ทั้งหมดนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อสามารถสร้างระบบเศรษฐกิจโทเคนและการแจกจ่ายรางวัลที่ชัดเจนและยั่งยืนสำหรับผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะผู้ถือโทเคน
ความคิดเห็น 0