บิตคอยน์(BTC) เริ่มชะลอการขึ้นราคาใกล้ระดับ 90,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากสัญญาณเชิงเทคนิคและปัจจัยมหภาคที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยมีทั้งการคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่อาจลดลง ปัญหาการค้าระหว่างประเทศที่เริ่มคลี่คลาย รวมถึงกระแสเงินทุนจากสถาบันที่ไหลเข้ามากขึ้น ล่าสุดแผนการเข้าซื้อบิตคอยน์มูลค่าราว ‘2,200 พันล้านบาท’ จากบริษัทลงทุนสหรัฐส่งแรงกระตุ้นใหม่เข้าสู่ตลาดลงทุนคริปโตอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 24 ตามเวลาท้องถิ่น บริษัท สไตรฟ์(Strive) จากสหรัฐฯ ประกาศเตรียมระดมทุนมูลค่าสูงถึง 150 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2,202 พันล้านบาท ผ่านการออกหุ้นบุริมสิทธิแบบซีรีส์ A (SATA) โดยเงินที่ระดมได้จะถูกนำไปชำระหนี้ของบริษัทย่อย ‘เซมเลอร์ ไซแอนทีฟิก(Semler Scientific)’ ซึ่งเคยออกหุ้นกู้แปลงสภาพอัตราดอกเบี้ย 4.25% จากนั้นยอดที่เหลือจะถูกใช้ในการเข้าซื้อบิตคอยน์เพิ่มเติม
ทางบริษัทระบุว่าการออกหุ้นบุริมสิทธิครั้งนี้มีโครงสร้างปันผลแบบลอยตัวในอัตรา 12.25% ต่อปี ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการบริหาร พร้อมเน้นย้ำว่าการลงทุนในบิตคอยน์จะอยู่ในลักษณะ ‘การถือครองสินทรัพย์ระยะยาว’ แทนการเก็งกำไรในระยะสั้น นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างหาทางลดความเสี่ยงกับการกู้ยืมจาก ‘Coinbase Credit’ โดยอาจใช้วิธีแลกเปลี่ยนหุ้นกับผู้ถือหุ้นกู้แปลงสภาพ
ด้านภาพรวมตลาดโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่ ‘ประธานาธิบดีทรัมป์’ ประกาศชะลอการเก็บภาษีนำเข้าต่อประเทศในยุโรป เช่น เยอรมนี, ฝรั่งเศส, เดนมาร์ก และอังกฤษ โดยเป็นผลจากการหารือร่วมกับมาร์ก รัตเตอ(นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์และว่าที่เลขาธิการนาโต้) ทำให้ดัชนี S&P500 ในสหรัฐปรับเพิ่มขึ้น 1.16% และตลาดคริปโตก็กลับมาปรับตัวขึ้นตามเช่นกัน
บิตคอยน์ขยับเพิ่มขึ้นราว 1–2% ส่วนอีเธอเรียม(ETH), โซลานา(SOL) และเหรียญทางเลือกอื่นๆ แสดงแนวโน้มแข็งแรงกว่า อย่างไรก็ตาม หุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซียังมีความผันผวน โดยเฉพาะในภาวะตลาดที่ยังไม่พ้นภาวะกลัวการปรับฐานตามดัชนีความกลัวและความโลภในตลาด
นอกจากแนวโน้มด้านราคาที่ผันผวน บิตคอยน์ยังหลุดระดับแนวรับทางเทคนิคสำคัญไปแล้ว ล่าสุดราคาปรับลงมาอยู่ที่ประมาณ 89,700 ดอลลาร์ หรือราว 1.31 ล้านบาท หลังไม่สามารถผ่านแนวต้านจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันและ 100 วันที่ระดับ 92,000 ดอลลาร์ได้ สถานะทางเทคนิคอยู่ในสภาพ ‘ลดโมเมนตัมขาขึ้น’ โดยแนวรับถัดไปอยู่ที่ 89,300 ดอลลาร์ และ 87,400 ดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 91,800 ดอลลาร์ และ 94,200 ดอลลาร์ ตามลำดับ ความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์ชี้ว่า หากราคาหลุดระดับ 89,300 ดอลลาร์ จุดทำกำไรใหม่จะอยู่ที่ 87,400 ดอลลาร์ และควรกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ 91,000 ดอลลาร์
สถาบันการเงินขนาดใหญ่กำลังเปลี่ยนแนวทางจากการถือครองบิตคอยน์ธรรมดาไปสู่ ‘ผลิตภัณฑ์สร้างผลตอบแทน’ ล่าสุด ‘เรเซอร์ ดิจิทัล’ (Laser Digital) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของโนมูระ เปิดตัวกองทุน “Bitcoin Diversified Yield Fund” ที่เน้นสร้างรายได้ภายใต้กลยุทธ์สมดุลความเสี่ยง โดยเชื่อมโยงกับกองทุนเก่าที่เปิดในปี 2023 ชื่อว่า ‘Bitcoin Adoption Fund’ กองทุนใหม่นี้มีเป้าหมายรองรับนักลงทุนสถาบันที่ต้องการโอกาสจากคริปโต แม้อยู่ในภาวะตลาดที่ผันผวน ทั้งนี้ กองทุนจะออกโทเคนผ่านแพลตฟอร์ม ‘คาอิโอ(Kaio)’ และใช้ ‘โคไมน์นู(Komainu)’ เป็นผู้ดูแลสินทรัพย์
ขณะที่โครงการคริปโตหน้าใหม่อย่าง ‘บิตคอยน์ ไฮเปอร์(Bitcoin Hyper)’ ที่ใช้สัญลักษณ์ $HYPER ก็กำลังเป็นที่จับตามองในกลุ่มนักลงทุน โดยเป็นความพยายามรวม ‘ความปลอดภัยของบิตคอยน์’ เข้ากับ ‘ความเร็วในการประมวลผลแบบโซลานา(SOL)’ เพื่อสร้างระบบที่สามารถรองรับสมาร์ตคอนแทรกต์, แอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ และมิ้มโทเคนได้อย่างรวดเร็วและค่าใช้จ่ายต่ำ โดยไม่ละทิ้งความเชื่อถือได้ที่เป็นจุดแข็งของบิตคอยน์
โครงการดังกล่าวเพิ่งทำยอดขายล่วงหน้า (พรีเซล) ทะลุ 30.8 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 452 ล้านบาท ด้วยราคาโทเคนปัจจุบันที่ 0.013605 ดอลลาร์ หรือประมาณ 20 บาท โดยมีแนวโน้มจะปรับขึ้นอีกจากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น ตัวโปรเจกต์ยังได้รับการตรวจสอบจากที่ปรึกษากฎหมายเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ท่ามกลางความคาดหวังว่า ‘บิตคอยน์ ไฮเปอร์’ จะกลายเป็นจุดเชื่อมของเทคโนโลยีระหว่างบิตคอยน์และโซลานา เพื่อรองรับอนาคตของเครือข่ายแบบรวดเร็วแต่ยังคงปลอดภัยในเวลาเดียวกัน
ความคิดเห็น 0