‘วาฬอีเธอเรียม’ ที่คาดว่าเป็นนักลงทุนยุคแรกของตลาดคริปโต ได้กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งในรอบกว่า 9 ปี โดยมีการย้ายทรัพย์สินมูลค่าสูงถึงราว 7,200 ล้านบาทไปยังตลาดซื้อขายคริปโต “เจมินี” สร้างกระแสความสนใจอย่างมากในแวดวงคริปโตในช่วงที่ตลาดกำลังเผชิญการปรับฐานระยะสั้น
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน ‘ลุคออนเชน(Lookonchain)’ เปิดเผยว่า ที่อยู่กระเป๋าดังกล่าวไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2017 ก่อนจะมีการโอนอีเธอเรียม(ETH) จำนวน 50,000 เหรียญ มูลค่าประมาณ 1,445 ล้านบาท ไปยังเจมินีในครั้งนี้ โดยประเมินว่าเจ้าของกระเป๋าได้ซื้ออีเธอเรียมในช่วงราคาเพียง 90 ดอลลาร์ต่อเหรียญ หรือราว 13,000 บาทต่อเหรียญ และถือครองรวมทั้งหมดถึง 135,000 ETH คิดเป็นกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 32 เท่าตัว
แม้นักลงทุนยุคแรกที่กลับมาเคลื่อนไหวจะมักสร้างความกังวลเรื่อง ‘แรงขายขนาดใหญ่’ แต่ในกรณีนี้ไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่ามีการขายเกิดขึ้นจริง กระเป๋าดังกล่าวยังคงถือครองอีเธอเรียมอยู่อีก 85,000 เหรียญ หรือมูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งนักวิเคราะห์ตลาดมองว่า *อาจเป็นเพียงการขายบางส่วนเพื่อทำกำไร* เท่านั้น
การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดคริปโตกำลังปรับฐาน โดยในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มูลค่ารวมตลาดคริปโตลดลงประมาณ 1% ขณะที่ราคาบิตคอยน์(BTC) ร่วงต่ำกว่าระดับ 88,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.27 ล้านบาท ส่วนอีเธอเรียมเองก็อ่อนตัวลงราว 2% ปรับมาอยู่ที่ระดับ 2,800 ดอลลาร์ หรือประมาณ 404,000 บาท
ขณะเดียวกัน บริษัทลงทุนคริปโตชื่อดังอย่าง ‘บิทไมน์(BitMine)’ ก็ได้เพิ่มปริมาณการล็อกเหรียญอีเธอเรียมด้วยการนำเข้าอีก 171,264 ETH คิดเป็นมูลค่าราว 7,270 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดรวมการสเตกอีเธอเรียมของบริษัทสูงขึ้นถึง 1,943,200 เหรียญ หรือประมาณ 8.2 หมื่นล้านบาท โดยครองสัดส่วนกว่า 3.5% ของอุปทานอีเธอเรียมทั้งหมดในตลาด และตั้งเป้าขยายเป็น 5% ในอนาคต
*ความคิดเห็น*: เมื่อจับตาทั้งการเคลื่อนไหวของ ‘วาฬ’ ยุคแรก และแรงสะสมของนักลงทุนสถาบัน จะเห็นว่าตลาดอีเธอเรียมกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านระยะกลาง แม้จะมีความผันผวนในระยะใกล้ แต่พฤติกรรมเหล่านี้อาจสะท้อน ‘สัญญาณ’ สำคัญของทิศทางตลาดในอนาคต
ความคิดเห็น 0