ธนาคารใหญ่ในสหรัฐฯ กว่าครึ่งให้บริการบิตคอยน์
ธนาคารรายใหญ่ในสหรัฐฯ กำลังเร่งเข้าสู่โลกของบิตคอยน์(BTC) อย่างรวดเร็ว โดยจากข้อมูลล่าสุดพบว่า กว่าครึ่งของธนาคาร 25 อันดับแรกของประเทศได้เริ่มให้บริการที่เกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ หรือประกาศแผนเตรียมให้บริการในอนาคตแล้ว
เมื่อวันที่ 24 บริษัทริเวอร์(River) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการเงินสำหรับบิตคอยน์ ได้เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X (เดิมทวิตเตอร์) ว่า “60% ของธนาคาร 25 อันดับแรกในสหรัฐฯ ได้ดำเนินการเข้าสู่ตลาดบิตคอยน์แล้ว” โดยบริการที่กำลังดำเนินการมีตั้งแต่การซื้อขายจนถึงการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล
ทิศทางนี้สะท้อนถึงมุมมองของผู้นำการเงินโลกในเวทีเศรษฐกิจโลกที่ดาวอส (WEF) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยไบรอัน อาร์มสตรอง ซีอีโอของคอยน์เบส กล่าวว่า “ซีอีโอธนาคารสหรัฐฯ รายใหญ่ส่วนใหญ่ที่ผมได้พบต่างแสดงท่าทีเชิงบวกต่อคริปโต” และได้เสริมว่า “ซีอีโอของธนาคารระดับท็อป 10 รายหนึ่งถึงกับบอกว่า ‘คริปโตเป็นภารกิจสำคัญอันดับหนึ่ง และเป็นกุญแจสู่การอยู่รอด’”
ธนาคารเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก ‘ต่อต้านคริปโต’
ในอดีต ธนาคารในสหรัฐฯ มักเว้นระยะห่างจากอุตสาหกรรมคริปโต และบางแห่งเคยถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนมาตรการ ‘Operation Chokepoint 2.0’ ของภาครัฐ โดยปิดกั้นบัญชีของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคริปโต
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ล่าสุดในรายชื่อธนาคารที่ริเวอร์เปิดเผย มีการระบุว่าธนาคารยูบีเอส(UBS) ของสวิตเซอร์แลนด์ กำลังพิจารณาให้บริการซื้อขายบิตคอยน์และอีเธอเรียม(ETH) แก่กลุ่มลูกค้าอัตราทรัพย์สูงในสหรัฐฯ
ขณะเดียวกันในกลุ่มธนาคาร ‘บิ๊กโฟร์’ ของสหรัฐฯ มี 3 แห่งที่ขยายบริการคริปโตอย่างจริงจัง ได้แก่ เจพีมอร์แกนเชส(JPM) ที่อยู่ระหว่างพิจารณาการให้บริการซื้อขายคริปโต, เวลส์ ฟาร์โก(WFC) ที่เปิดให้บริการสินเชื่อด้วยหลักทรัพย์บิตคอยน์แก่ลูกค้าระดับสถาบัน และซิตี้กรุ๊ป(C) ซึ่งกำลังเตรียมการให้บริการรับฝากสินทรัพย์คริปโตสำหรับสถาบัน โดยธนาคารทั้งสามแห่งรวมกันมีสินทรัพย์รวมกว่า 7.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.54 ล้านล้านบาท
ธนาคารที่ยังลังเลต่อคริปโต
ด้านธนาคารที่ยังไม่ประกาศแผนการให้บริการบิตคอยน์ ได้แก่ แบงก์ออฟอเมริกา(BAC) ซึ่งมีสินทรัพย์ถึง 2.67 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 3.86 ล้านล้านบาท
ธนาคารอื่น ๆ ที่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวในตลาดคริปโต เช่น แคปิตัลวัน(Capital One) ที่มีสินทรัพย์ 694,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,002 ล้านล้านบาท) และทรูอีสต์(Truist Bank) ที่มีสินทรัพย์ 536,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 774 ล้านล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ‘ความคิดเห็น’ จากผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แม้ยังไม่แสดงท่าทีชัดเจน แต่ธนาคารเหล่านี้ก็อาจเข้าสู่ตลาดในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในอนาคต
คริปโตใกล้ชิดกับการเงินกระแสหลักมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การที่ธนาคารจำนวนมากยอมรับและให้บริการคริปโต นับเป็นการลดช่องว่างระหว่างระบบการเงินดั้งเดิมกับสินทรัพย์ดิจิทัล แต่อย่างไรก็ดี หลายธนาคารยังมีความกังวลต่อสินทรัพย์ประเภทสเตเบิลคอยน์และผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง ด้วยเหตุผลด้านเสถียรภาพของระบบการเงิน
ทั้งนี้ กระแสการยอมรับบิตคอยน์ในแวดวงสถาบันชัดเจนมากขึ้นเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับท่าทีสนับสนุนสินทรัพย์ดิจิทัลของประธานาธิบดีทรัมป์ การอนุมัติ ‘ETF บิตคอยน์แบบสปอต’ และการเข้าสู่ตลาดของธนาคารรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ความเห็นที่ว่า ปี 2024 อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่กลุ่มสถาบันการเงินกระแสหลักเชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างแท้จริง
ความคิดเห็น 0