ประธานคณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ประกาศสนับสนุนการจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในตลาดแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยย้ำว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ควรถูกมองว่าเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ’ ที่ต้องได้รับการควบคุมในระดับเดียวกับตลาดหลักทรัพย์
อี ออก-กี ประธานคณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นเมื่อไม่นานมานี้ว่า ตลาดแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตไม่ใช่แค่บริษัทเอกชนทั่วไป แต่เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ’ ที่ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของตลาดทุนโดยเฉพาะเรื่อง ‘การจำกัดสัดส่วนการถือหุ้น’ และ ‘การตรวจสอบคุณสมบัติเจ้าของกิจการรายใหญ่’ ความเห็นนี้สอดคล้องกับร่างกฎหมายว่าด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกาหลีใต้กำลังเร่งผลักดัน ซึ่งมีข้อเสนอให้จำกัดการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ไว้ที่ 15-20% ของกิจการ เพื่อกระจายอำนาจในการควบคุมและยกระดับการกำกับดูแล
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวกำลังเผชิญแรงต้านจากทั้งอุตสาหกรรมและสมาชิกรัฐสภาบางส่วน โดยเฉพาะพรรคประชาธิปไตยที่กังวลว่าข้อบังคับนี้อาจเป็นภาระเกินไป และส่งผลให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศชะลอตัว ด้านผู้ประกอบการเองก็วิตกจากการที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นปัจจุบันอาจถูกบีบให้ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ก่อนหน้านี้ ร่างนโยบายที่ยื่นต่อสมัชชาแห่งชาติเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้ระบุชัดว่าต้องจำกัดการถือหุ้นแบบกระจุกตัวในตลาดแลกเปลี่ยนขนาดใหญ่ เช่น กรณีของแพลตฟอร์มอัฟบิท(Upbit) ซึ่งบริษัทดูนามู(Dunamu) ผู้ให้บริการ มีประธานบริหารฝ่ายเทคนิคคือ ซง ชี-ฮยอง ถือหุ้นรวมกับผู้บริหารคนอื่นรวมกว่า 28% หรือกรณีของโคอินวัน(Coinone) ที่ผู้ก่อตั้ง ชา มยอง-ฮุน ถือหุ้นถึง 53% หากร่างกฎหมายผ่าน เท่ากับว่าผู้ถือหุ้นเหล่านี้อาจต้องขายหุ้นบางส่วนเพื่อลดสัดส่วนลง
‘ความคิดเห็น’ หลายฝ่ายชี้ว่า หากมาตรการนี้มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ จะกระทบต่อการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงอาจทำให้แพลตฟอร์มขนาดกลางและขนาดเล็กหลายแห่งไม่สามารถผ่านเกณฑ์ขอใบอนุญาตได้ ส่งผลให้ต้องถอนตัวออกจากตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
สำหรับร่างกฎหมายใหม่นี้ คาดว่าจะประกาศก่อนวันหยุดตรุษจีนในวันที่ 17 เดือนหน้า ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ Maeil Business โดยในขณะนี้พรรคประชาธิปไตยได้บรรลุข้อตกลงในประเด็นหลักของกฎหมายแล้ว เหลือเพียงรายละเอียดอย่างบทบาทของธนาคารกลางเกาหลีและข้อจำกัดด้านผู้ถือหุ้น
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ ข้อเสนอให้กำหนด ‘ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ’ สำหรับผู้ออกสเตเบิลคอยน์ที่ 5 พันล้านวอน หรือประมาณ 71.53 ล้านบาท ส่วนในเรื่องว่าใครควรมีสิทธิ์ออกเหรียญดังกล่าว ยังคงตกลงกันไม่ได้ ส่งผลให้การเสนอร่างล่าช้ามาหลายรอบ
เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการบริการทางการเงิน กล่าวว่า “เมื่อเราตัดสินใจเดินหน้าใช้ระบบ ‘ใบอนุญาต’ (Licensing) ก็ต้องมีการทบทวนโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยคำนึงถึงความเท่าเทียมกับตลาดอื่นอย่างโคสแด็กหรือระบบ ATS ด้วย”
แม้ว่าร่างกฎหมายจะยังต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการและการลงมติในรัฐสภา แต่ท่าทีล่าสุดของหน่วยงานกำกับดูแลที่ชัดเจนว่า “ตลาดแลกเปลี่ยนคือโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ” ก็อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของบทสนทนาในลำดับถัดไปได้อย่างมีนัยสำคัญ
ความคิดเห็น 0