‘ดับแสง’ไปชั่วคราว แต่ไม่ใช่ตกยุค — อุตสาหกรรม *โครงข่ายกายภาพแบบกระจายศูนย์* หรือ *ดีพิน(DePIN)* กำลังกลับมาฉายแววอีกครั้ง โดยล่าสุดบริษัทวิจัยด้านคริปโต *เมซซารี่(Messari)* ได้เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมนี้ทำรายได้ออนเชนกว่า 72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.03 พันล้านบาท) ในปีเดียว และมีมูลค่าตลาดรวมแตะระดับ 14.3 ล้านล้านวอน (ประมาณ 374 พันล้านบาท)
รายงานดังกล่าวจัดทำร่วมกับบริษัทด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน *Escape Velocity* ภายใต้ชื่อ “State of DePIN 2025” โดยชี้ว่าแม้โปรเจกต์ดีพินกลุ่มแรกที่เปิดตัวช่วงปี 2018-2022 จะเผชิญราคาตกลงเฉลี่ยกว่า 94-99% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุด แต่โปรเจกต์ที่สร้างรายได้จริงได้เริ่มเติบโต ซึ่งเป็นสัญญาณของการฟื้นตัวอย่างมีสุขภาพดีของอุตสาหกรรมนี้
หนึ่งในประเด็นสำคัญของรายงานคือ การเปลี่ยนจากการพึ่งพาการอุดหนุนจากนักลงทุนในช่วงเริ่มต้น ไปสู่โมเดลที่ยั่งยืนจาก ‘ความต้องการใช้งานจริง’ โดยดีพินกำลังสร้างรายได้จากแหล่งต่างๆ เช่น ทราฟฟิกเครือข่าย, พลังประมวลผล, ข้อมูลด้านพลังงาน และเซนเซอร์ต่างๆ
บางโปรเจกต์ที่โดดเด่นในภาคดีพินยังมีอัตราส่วน *P/S (มูลค่าตลาดเทียบรายได้รายปี)* อยู่ที่ราว 10–25 เท่า ซึ่งต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต *ความคิดเห็น*: ตัวเลขนี้สะท้อนการประเมินค่าที่ต่ำเกินจริงจากตลาดในปัจจุบัน
*มาร์คัส เลวิน(Markus Levin)* ผู้ร่วมก่อตั้งโปรเจกต์ดีพินรายหนึ่งอย่าง ‘XYO’ ระบุว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดในตลาดดีพินไม่ใช่ราคาของโทเคน แต่คือ “รายได้” ที่แท้จริง”
เมซซารียังได้จัดอันดับ 15 โปรเจกต์ชั้นนำในดัชนี ‘DePIN Leaders Index’ ซึ่งแต่ละโปรเจกต์สามารถสร้างรายได้ประจำต่อปีอย่างน้อย 500,000 ดอลลาร์ (เกือบ 72 ล้านบาท) และดึงดูดเงินลงทุนสะสมกว่า 30 ล้านดอลลาร์ (ราว 429 ล้านบาท) รายงานยังเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2024 ถึงธันวาคม 2025 แม้โปรเจกต์ *เฮเลียม(Helium)* และ *จีอีโอดีเน็ต(GEODNET)* จะประสบกับราคาตกลงถึง 77% และ 41% ตามลำดับ แต่กลับเพิ่มรายได้ออนเชนถึง 8 เท่า และ 1.7 เท่า
เทียบกับ *ดีไฟ(DeFi)* และ *เลเยอร์ 1* ที่เผชิญกับการหดตัวของรายได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ดีพินแสดงให้เห็นถึง *‘ความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว’* อย่างชัดเจน
เลวินให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “โปรเจกต์ดีพินที่ตอบโจทย์ต่อ ‘ความต้องการซ้ำซ้อน’ เช่น ระบบแผนที่ หุ่นยนต์ หรือตำแหน่งในร่ม มีแนวโน้มสร้างรายได้มั่นคง ขณะที่บางภาคส่วนยังเจอกับกำแพงทางกฎหมายหรือการแข่งขันสูง”
อีกหนึ่งแนวโน้มที่สำคัญในรายงานคือ ‘*อินฟราฟาย(InfraFi)*’ หรือการผสานระหว่างดีพินกับดีไฟ ผ่านโมเดลที่ให้ผู้ถือ *สเตเบิลคอยน์* ลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานจริง ตัวอย่างที่เด่นในรายงานได้แก่ *USDai*, *Daylight* และ *Dawn* ซึ่ง USDai เพียงรายเดียวมียอดเงินฝากเพื่อสนับสนุนเซิร์ฟเวอร์ GPU สูงถึง 685 ล้านดอลลาร์ (ราว 9.8 พันล้านบาท)
รายงานระบุว่า “ดีพินกำลังก้าวไปไกลกว่าบล็อกเชนทั่วไป และพัฒนาเป็นโครงสร้างแบบบริษัทอินฟราสตักเจอร์ยุคใหม่” แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับด้านมูลค่าตามศักยภาพ
เลวินสรุปอย่างชัดเจนว่า “โปรเจกต์ดีพินที่สามารถตอบโจทย์กับความต้องการขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ หรือภาคองค์กร จะเป็นผู้สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอนาคต”
ท้ายที่สุด รายงานนี้เน้นย้ำว่า ดีพินไม่ใช่เทรนด์ที่ผ่านไปแล้ว แต่เป็น ‘เชิงโครงสร้าง’ ของโลกบล็อกเชนที่กำลังพัฒนาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ใช้งานซ้ำได้และมีรายได้ต่อเนื่อง ซึ่งอาจเป็นตัวพลิกเกมสำหรับอนาคตของโครงข่ายแบบกระจายศูนย์
ความคิดเห็น 0