นักลงทุนรายย่อยในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่กว่า 61% พร้อมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน ‘กองทุนที่ผ่านการโทเคนไนซ์’ เป็นสองเท่าหากมีผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้เลือกลงทุน ตามรายงานจากการศึกษาร่วมระหว่างแอปทอสแล็บส์, บริษัทที่ปรึกษา บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป และธนาคารห่างเซิง เผยให้เห็นความต้องการที่ชัดเจนต่อ ‘คุณสมบัติใช้งานจริง’ อย่าง *การชำระเงินทันที*, *การเข้าถึงตลอด 24 ชั่วโมง* และ *ความโปร่งใสที่มากขึ้น*
การสำรวจครั้งนี้ศึกษาจากนักลงทุนรายย่อยจำนวน 500 คนในฮ่องกงและจีน รวมถึงอ้างอิงจากโครงการนำร่องกองทุนโทเคนไนซ์ในฮ่องกง พบว่า *97% ของผู้ตอบแบบสอบถาม* ให้ความสนใจกับความสามารถด้านการใช้งานต่างๆ ข้างต้นอย่างมาก ขณะเดียวกัน *71%* ระบุว่าหากสามารถทำการซื้อขายในตลาดรองได้ตลอด 24 ชั่วโมง ก็มีแนวโน้มจะตัดสินใจลงทุนจริงทันที
รายงานยังประเมินว่า *ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบใช้โทเคนสามารถเกิดขึ้นได้จริงในเชิงเทคโนโลยี และมีความน่าสนใจเชิงพาณิชย์สูง* พร้อมชี้ว่าอุปสงค์จากนักลงทุนเป็นสัญญาณถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการเงินรุ่นใหม่ที่มีความน่าเชื่อถือสูง อย่างไรก็ตาม รายงานเตือนว่าเมื่อ ‘สเตเบิลคอยน์ที่อยู่ภายใต้การกำกับ’ และ ‘เงินฝากที่ถูกโทเคนไนซ์’ เริ่มเป็นที่แพร่หลาย ความต้องการใช้งาน *เงินดิจิทัลกลาง(CBDC)* ในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยอาจลดลงตามไปด้วย
สิ่งที่น่าสนใจคือ รายงานระบุว่า *นักลงทุนไม่แสดงความชัดเจนในการแยกแยะความชอบระหว่างรูปแบบของเงินดิจิทัล* ไม่ว่าจะเป็น CBDC เงินฝากที่ถูกแปลงเป็นโทเคน หรือสเตเบิลคอยน์ที่อยู่ภายใต้การควบคุม หากมี *กรอบกฎหมายที่ชัดเจน* และมอบ *ฟังก์ชันการใช้งานที่เทียบเท่า* ก็จะได้รับการยอมรับในระดับใกล้เคียงกัน
ในขณะนี้ ฮ่องกงได้มีการให้บริการผลิตภัณฑ์กองทุนโทเคนไนซ์บางประเภทแล้ว แต่ยังจำกัดอยู่ในขั้นตอนการซื้อขายครั้งแรก และยังขาดตลาดรองที่เปิดให้ผู้ลงทุนทำการแลกเปลี่ยน หนึ่งในประเด็นที่ตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด
รายงานยังตอกย้ำว่า ฮ่องกงกำลังกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลที่คึกคักที่สุดในเอเชีย และแม้จีนยังคงสั่งห้ามการซื้อขายคริปโต แต่รายงานจากกลุ่มอามินาระบุว่า มีชาวจีนกว่า *78 ล้านคน* ยังคงครอบครองสกุลเงินดิจิทัลอยู่ในปัจจุบัน
ด้านตลาดโทเคนไนซ์สินทรัพย์จริง (Real World Asset) มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ตามข้อมูลจาก RWAxyz มูลค่ารวมของสินทรัพย์โทเคนไนซ์ทั่วโลกอยู่ที่กว่า *2.3 หมื่นล้านดอลลาร์* หรือราว *3.3 ล้านล้านวอน (ประมาณ 8.3 แสนล้านบาท)* เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
*ความคิดเห็น*: ผลการสำรวจนี้สะท้อนถึงความต้องการที่ขยายตัวจริงในตลาดสินทรัพย์โทเคนไนซ์ ไม่ใช่เพียงเพราะความน่าสนใจของเทคโนโลยี แต่เป็นเพราะประโยชน์ทางการลงทุนที่จับต้องได้ นักลงทุนกำลังมองหาโซลูชันการเงินที่ตอบโจทย์ความสะดวกและประสิทธิภาพในการลงทุน — ตัวเร่งหนึ่งที่จะผลักดันโครงสร้างพื้นฐานของบล็อกเชนให้กลายเป็นกระแสหลักในวงการการเงินต่อไป
ความคิดเห็น 0