‘ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า’ ฉุดราคาทองคำและเงินในเอเชียร่วงหนัก
ราคาทองคำและเงินในตลาดเอเชียดิ่งลงอย่างมาก หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะราคา ‘เงิน’ ที่ปรับตัวลดลงเกือบ 15% ภายในเวลาเพียงสองวัน สะท้อนความผันผวนอย่างรุนแรงในสินทรัพย์ที่เคยได้รับการยอมรับว่า ‘ปลอดภัย’
เมื่อวันที่ 25 ตามเวลาท้องถิ่น รายงานระบุว่าราคาเงินแบบสปอตในตลาดเอเชีย ร่วงลงต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 109,748 บาท) หรือลดลงกว่า 15% ภายในวันเดียว ส่วนราคาทองคำลดลงราว 2% อยู่ที่ระดับ 4,852 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 710,242 บาท)
การแข็งค่าของ *ดอลลาร์สหรัฐ* ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความสนใจลดลงต่อสินทรัพย์ที่มีการซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์ เช่น ‘ทองคำ’ และ ‘เงิน’ สถานการณ์นี้สอดคล้องกับดัชนีดอลลาร์ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับใกล้ 98 จุด ทำให้ความต้องการ ‘โลหะมีค่า’ ทั่วโลกลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ปรากฏการณ์ราคาทรุดของเงินในครั้งนี้ถือว่ารุนแรง โดยราคาที่เคยพุ่งขึ้นแตะระดับใกล้ 120 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 175,596 บาท) เมื่อเดือนก่อน กลับลดลงกว่า 35% ภายในเวลาเพียงสามวัน เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา *ความคิดเห็น*: ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินที่กดดันความเชื่อมั่นของตลาดในวงกว้าง
ปัจจัยที่กระตุ้นความตื่นตระหนกในตลาดคือการเสนอชื่อ เควิน วอช(Kevin Warsh) ขึ้นเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) คนใหม่ โดยเขาเป็นบุคคลที่มีจุดยืน ‘สายเหยี่ยว’ หรือสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งขัดแย้งกับแนวโน้มเดิมที่ตลาดคาดไว้เกี่ยวกับทิศทางการลดดอกเบี้ย ทำให้ความหวังในนโยบายผ่อนคลายหมดลงทันที
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ ออกมาโต้ตอบกระแสดังกล่าว โดยกล่าวว่า หากวอชเป็นผู้สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยจริง เขาคงไม่ได้รับการเสนอชื่อ นั่นหมายความว่า วอชอาจสอดคล้องกับแนวนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำของฝ่ายบริหารในปัจจุบัน
ถึงกระนั้น ตลาดยังคงไม่มั่นใจในทิศทางนโยบายการเงินของเฟดหลังเกิดการเปลี่ยนผู้นำ ส่งผลให้ ‘ราคาทองคำและเงิน’ ยังคงเผชิญกับแรงกดดัน และแกว่งตัวสูงในระยะสั้น
แม้ว่าในอดีต ‘ทองคำ’ และ ‘เงิน’ จะถูกมองว่าเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation hedge) หรือสินทรัพย์หลบภัยในยามวิกฤต แต่ในสถานการณ์ที่ ‘คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสูง’ ผนวกกับความผันผวนของตลาด ทำให้ความน่าสนใจของการลงทุนในโลหะมีค่าลดลงไปมาก และความเสี่ยงในตลาด ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ อย่างทองคำและเงินยังมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีความชัดเจนจากธนาคารกลางสหรัฐอีกครั้ง
ความคิดเห็น 0