Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

เงินเฟ้อสหรัฐแตะ 3.8% กดดัน บิตคอยน์(BTC) และตลาดคริปโต หลังเฟดส่งสัญญาณคุมเข้มนานขึ้น

เงินเฟ้อสหรัฐแตะ 3.8% กดดัน บิตคอยน์(BTC) และตลาดคริปโต หลังเฟดส่งสัญญาณคุมเข้มนานขึ้น / Tokenpost

ตลาด ‘คริปโต’ กำลังกลับมาเผชิญแรงกดดันจากนโยบายการเงินสหรัฐอีกครั้ง หลังเงินเฟ้อสหรัฐเร่งขึ้นแตะ 3.8% และการเข้ารับตำแหน่งของ เควิน วอร์ช(Kevin Warsh) ในฐานะประธานธนาคารกลางสหรัฐ ทำให้นักลงทุนประเมินว่า ‘บิตคอยน์(BTC)’ และสินทรัพย์ดิจิทัลหลักจะอ่อนไหวต่อเส้นทางดอกเบี้ยมากขึ้น ไม่ใช่แค่การคงดอกเบี้ยในระยะสั้น แต่รวมถึงความเป็นไปได้ของการคุมเข้มเพิ่มเติมในช่วงปลายปี 2026 ถึงปี 2027 ด้วย

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2026 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Kaiko Research โธมัส โพรบสต์(Thomas Probst) ระบุในบทวิเคราะห์ล่าสุดว่า ตลาดกำลังตีความสภาพแวดล้อมมหภาคใหม่อย่างระมัดระวังมากขึ้น หลังเงินเฟ้อสหรัฐดีดกลับ ขณะที่ผู้นำเฟดคนใหม่เริ่มต้นภารกิจท่ามกลางเงื่อนไขที่ไม่เอื้อต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

จุดเริ่มต้นของแรงกดดันมาจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานสูงขึ้น และผลกระทบดังกล่าวส่งผ่านสู่ราคาผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว จนทำให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐขึ้นไปแตะ 3.8% ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมายระยะยาวของเฟดที่ 2% อย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน อัตราว่างงานยังอยู่ราว 4.3% สะท้อนว่าตลาดแรงงานยังไม่ได้อ่อนแอลงมากพอที่จะเปิดทางให้เฟดรีบลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

ภายใต้ฉากทัศน์นี้ ตลาด ‘คริปโต’ ตอบสนองในเชิงลบทันที Kaiko Research ระบุว่า หลังการประกาศเสนอชื่อวอร์ชเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการตัดสินใจของ เจอโรม พาวเวลล์(Jerome Powell) ที่หยุดวงจรลดดอกเบี้ย สินทรัพย์ดิจิทัลหลักต่างปรับตัวลงพร้อมกัน โดย ‘บิตคอยน์(BTC)’ ลดลง 18% ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ลดลงราว 27% และ ‘ริปเปิล(XRP)’ ลดลงประมาณ 21% ภาพนี้สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มมองความเป็นไปได้ของนโยบายการเงินสายเข้มในยุควอร์ชเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง

รายงานยังชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘บิตคอยน์(BTC)’ กับอัตราดอกเบี้ยของเฟดมีลักษณะสวนทางกันค่อนข้างชัดในช่วงปี 2021 ถึง 2025 เมื่อดอกเบี้ยปรับขึ้น สภาพคล่องในระบบจะถูกกดดันและความต้องการถือสินทรัพย์เสี่ยงมักลดลง แต่เมื่อความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยกลับมา ราคาของบิตคอยน์มักได้แรงหนุนมากกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ ภาวะเงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้งจึงถูกมองว่าเป็นฉากหลังที่ไม่เป็นมิตรต่อ ‘คริปโต’ โดยเฉพาะ ‘บิตคอยน์(BTC)’

ในมุมของความผันผวน ผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินเห็นได้ชัดเช่นกัน ย้อนกลับไปในเดือนมีนาคม 2022 เมื่อเฟดเริ่มขึ้นดอกเบี้ยจริงจังเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อหลังโควิด ความผันผวนของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ พุ่งขึ้นทันที ขณะที่ในเดือนสิงหาคม 2024 ซึ่งเฟดลดดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี ความผันผวนก็ขยายตัวอีกครั้งเช่นกัน นั่นหมายความว่า สิ่งที่ตลาด ‘คริปโต’ ตอบสนองไม่ใช่แค่ทิศทางดอกเบี้ย แต่คือความไม่แน่นอนในช่วงเปลี่ยนผ่านของนโยบาย

ตลาดอนุพันธ์ก็สะท้อนความกังวลนี้อย่างชัดเจนเช่นกัน รายงานระบุว่า เมื่อแนวโน้มดอกเบี้ยเริ่มไม่แน่นอน นักลงทุนมักลดการเปิดรับความเสี่ยงผ่านเลเวอเรจเป็นอันดับแรก ก่อนการประชุมเฟดช่วงปลายปี 2025 ซึ่งตลาดยังลังเลระหว่างการคงดอกเบี้ยกับโอกาสลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม มูลค่า open interest ของสัญญาฟิวเจอร์สถาวรของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ลดลงจากราว 23,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงกลางเดือนตุลาคม เหลือประมาณ 16,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนธันวาคม หรือหดตัว 32% ส่วนในช่วงก่อนและหลังการเสนอชื่อวอร์ช ตัวเลขดังกล่าวก็ลดลงอีกราว 26% ภายในไม่กี่วัน สะท้อนว่าผู้เล่นในตลาดเลือกตั้งรับมากกว่าการวางเดิมพันเชิงรุก

ประเด็นสำคัญจากนี้จึงอยู่ที่เฟดจะทำอะไรต่อไป แม้ฉากทัศน์หลักในตอนนี้ยังเป็นการคงดอกเบี้ย แต่ไม่ได้หมายความว่าเฟดมีพื้นที่มากพอสำหรับการผ่อนคลาย ตรงกันข้าม การที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงและการจ้างงานยังไม่ทรุด ทำให้ตลาดเริ่มขยับน้ำหนักจากมุมมอง ‘คงดอกเบี้ยยาว’ ไปสู่ความเสี่ยงของ ‘การคุมเข้มนานกว่าคาด’ มากขึ้น

Kaiko Research ประเมินว่า ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 เป็นต้นไป มุมมองของตลาดต่อการคงดอกเบี้ยและการขึ้นดอกเบี้ยอาจแตกต่างกันชัดเจนขึ้น และในปี 2027 ก็อาจเริ่มมีการให้น้ำหนักกับฉากทัศน์การขึ้นดอกเบี้ยจริงมากขึ้นด้วย หากสถานการณ์พัฒนาไปในทิศทางนั้น ตลาด ‘คริปโต’ มีแนวโน้มจะไวต่อข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเงินเฟ้อ การจ้างงาน หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ

“ความคิดเห็น” สิ่งที่น่าจับตาคือ ‘คริปโต’ กำลังกลับไปซื้อขายตามภาษาของสภาพคล่องและดอกเบี้ยอย่างเต็มตัวอีกครั้ง นั่นทำให้ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในระยะต่อจากนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขมหภาคทั่วไป แต่จะกลายเป็นตัวกำหนดอารมณ์ตลาดและทิศทางของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ และสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง

โพรบสต์มองว่า ช่วงเวลานี้คือจุดแยกระหว่างภาวะคงดอกเบี้ยระยะยาวกับความเสี่ยงของการคุมเข้มเพิ่มเติม ซึ่งหมายความว่านักลงทุนในตลาด ‘คริปโต’ อาจต้องให้ความสำคัญกับเส้นทางนโยบายของเฟดและแนวโน้มเงินเฟ้อมากกว่าความหวังเชิงบวกในระยะสั้น เพราะสุดท้ายแล้ว ทิศทางของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ และตลาด ‘คริปโต’ โดยรวมยังคงผูกอยู่กับต้นทุนเงินและสภาพคล่องของระบบการเงินโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1