‘สภาพคล่องทั่วโลก’ พุ่งทำสถิติสูงสุด แต่บิตคอยน์(BTC) ยังไม่ไปต่อ
สภาพคล่องทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยังเคลื่อนไหวต่ำกว่าจุดสูงสุดที่ทำไว้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาอย่างชัดเจน ความสัมพันธ์เดิมระหว่าง ‘สภาพคล่อง M2 ทั่วโลก(Global M2)’ กับราคา BTC ที่เคยขึ้นลงไปด้วยกัน เริ่มแสดงสัญญาณแตกต่างออกไป ทำให้ตลาดถกเถียงกันว่าบิตคอยน์ถูก ‘ทิ้งไว้ข้างหลังชั่วคราว’ หรือโครงสร้างตลาดได้เปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ
ตามรายงานเมื่อวันที่ 16 (เวลาท้องถิ่น) ระบุว่า สภาพคล่อง M2 ทั่วโลกได้ทะลุระดับ 135 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยังเทรดอยู่แถวช่วงกลางโซน 60,000 ดอลลาร์ ห่างจากจุดสูงสุดที่ทำไว้ในเดือนตุลาคม 2025 อยู่พอสมควร ความเคลื่อนไหวนี้สวนทางกับสูตรเดิมที่ว่า ‘สภาพคล่องเพิ่ม – สินทรัพย์เสี่ยงพุ่ง’ ทำให้สายเทรดเดอร์และนักวิเคราะห์จับตามองเป็นพิเศษ
ฝั่งมุมมองเชิงบวกมองสถานการณ์นี้เป็นเพียง ‘การฟื้นตัวที่ล่าช้า’ ของบิตคอยน์(BTC) เท่านั้น กลไกคือเม็ดเงินที่ถูกอัดฉีดจากธนาคารกลางและระบบธนาคารพาณิชย์ มักจะไหลผ่านเป็นลำดับ ตั้งแต่เงินสด พันธบัตร หุ้นขนาดใหญ่ ก่อนจะยกระดับความเสี่ยงไปหาสินทรัพย์เก็งกำไรสูงอย่างคริปโต ซึ่งใช้เวลาเสมอ ในหลายรอบวัฏจักรก่อนหน้า ‘บิตคอยน์(BTC)’ ก็มักจะตอบสนองอย่างรุนแรงก็ต่อเมื่อสภาพคล่องกระจายตัวในระบบการเงินวงกว้างพอแล้ว
ด้านมุมมองระมัดระวังกลับชี้ไปที่ ‘การเปลี่ยนโครงสร้างตลาด’ เป็นหลัก ปัจจัยอย่างกองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอต, การไหลเข้าของเงินทุนสถาบัน, ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และการแย่งสภาพคล่องไปยังหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์(AI) ล้วนทำให้ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ไม่ได้ตอบสนองต่อสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันเหมือนช่วงก่อน ขณะที่เม็ดเงินก้อนใหญ่จำนวนมากไหลผ่านกติกาอย่างการจัดพอร์ตตามสัดส่วน (portfolio allocation rules) และโครงสร้างของ ETF ทำให้คำอธิบายแบบเดิมที่ว่า ‘เงินล้นระบบ ราคา BTC ต้องขึ้น’ ดูจะใช้อธิบายตลาดได้ยากขึ้น
‘ความคิดเห็น’ นักกลยุทธ์บางรายมองว่า เมื่อการเข้ามาของทุนสถาบันเพิ่มน้ำหนักให้กับการบริหารความเสี่ยง ระเบียบข้อบังคับ และโมเดลคณิตศาสตร์มากขึ้น ผลที่ตามมาคือบิตคอยน์(BTC) เริ่มถูกมองเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของพอร์ต มากกว่าจะเป็นตัวชูโรงเดียวที่ตอบสนองตรง ๆ ต่อสภาพคล่อง การเคลื่อนไหวของราคาในอนาคตจึงอาจผูกกับเมทริกซ์อื่น ๆ มากขึ้น เช่น ดัชนีตลาดหุ้น, ความผันผวน(VIX), หรือการประเมินมูลค่าหุ้นเติบโต แทนที่จะผูกกับ ‘Global M2’ เพียงตัวเดียว
ท้ายที่สุด ‘คำถามสำคัญ’ จึงอยู่ที่ว่า ตอนนี้บิตคอยน์(BTC) แค่ ‘ตามหลัง’ สภาพคล่อง หรือความสัมพันธ์กับ ‘Global M2’ ได้อ่อนแรงลงไปแล้วกันแน่ ช่องว่างที่เกิดขึ้นในรอบนี้กำลังบังคับให้ตลาดต้องคิดใหม่ ว่าการวิเคราะห์แบบยึดแค่ตัวเลขสภาพคล่องอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หาก ‘สภาพคล่องพุ่ง แต่ราคาไม่ไปไหน’ เทรดเดอร์อาจจำเป็นต้องหันมาโฟกัสที่โครงสร้างการไหลของเงินเข้าตลาด, ช่องทางลงทุน (เช่น ETF, ฟิวเจอร์ส, หุ้น AI) และพฤติกรรมของผู้เล่นสถาบันควบคู่กัน
สำหรับผู้เล่นในตลาด การฟื้นตัวของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ อาจกลายเป็นจุดชี้ชะตาของข้อถกเถียงนี้ หากในช่วงที่ ‘Global M2’ ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง แต่ BTC สามารถกลับขึ้นมายืนเหนือแนวต้านสำคัญได้อย่างมั่นคง แนวคิดเรื่อง ‘การฟื้นตัวที่ล่าช้า’ จะมีน้ำหนักมากขึ้น ตีความได้ว่าตลาดคริปโตเพียงแค่ใช้เวลานานกว่าเดิมในการตอบรับสภาพคล่อง
แต่หากในทางกลับกัน สภาพคล่องทั่วโลกยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยังอ่อนแรงหรือเคลื่อนไหวล้าหลังสินทรัพย์เสี่ยงตัวอื่น ตลาดก็อาจต้องยอมรับสมมติฐานว่า โครงสร้างการ定‘定ราคาบิตคอยน์’ ได้เปลี่ยนไปจริง และ ‘ความสัมพันธ์ระหว่าง BTC กับ Global M2’ อาจไม่ใช่เข็มทิศหลักที่เชื่อถือได้เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป
ความคิดเห็น 0