ข้อสงสัยเรื่อง ‘ประกันกองทุน’ มูลค่า 2.7 ล้านดอลลาร์ ของบิตเม็กซ์(BitMEX) กำลังร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางกระแสปิดตัวแพลตฟอร์มในวันที่ 23 กันยายนนี้ โดยมีการตั้งคำถามหนาหูว่าเงินก้อนนี้จะถูกโอนกลับไปยังเจ้าของกิจการในท้ายที่สุดหรือไม่ ปัจจุบันกองทุนดังกล่าวถือครองบิตคอยน์(BTC) ราว 239 ล้านดอลลาร์ และเท더(USDT) อีกประมาณ 31 ล้านดอลลาร์ รวมเป็นทรัพย์สินกว่า 270 ล้านดอลลาร์ที่กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด
บิตเม็กซ์ยังไม่เปิดเผยชัดเจนว่าหลังปิดแพลตฟอร์มแล้ว ‘กองทุนประกัน’ จะถูกจัดการอย่างไร และไม่ได้ออกคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการใช้จ่ายหรือชะตากรรมของเงินทุนก้อนนี้ มีเพียงจุดยืนเดิมที่ระบุว่า กองทุนนี้ไม่ใช่ทรัพย์สินของลูกค้า แต่เป็น “ทรัพย์สินของบิตเม็กซ์เอง” ‘ความคิดเห็น’ จุดนี้เองที่ทำให้หลายคนตั้งคำถาม เพราะโครงสร้างของกองทุนถูกสะสมมาจาก ‘การขาดทุนของลูกค้า’ และกระบวนการบังคับชำระบัญชี (liquidation) ของตำแหน่งเลเวอเรจในตลาดอนุพันธ์ แม้จะมีบางกรณีที่เคยนำกองทุนไปชดเชยให้ลูกค้าในเหตุการณ์ผิดปกติ แต่เมื่อขนาดของกองทุนโตขึ้นมาก ความไม่ไว้วางใจก็ยิ่งทวีคูณ
แม้จะใช้ชื่อว่า ‘กองทุนประกัน’ แต่อย่างที่คนในวงการอนุพันธ์คริปโตทราบกันดี กลไกจริงของกองทุนประเภทนี้คือการสะสมส่วนต่างจากการปิดสถานะที่ขาดทุนของลูกค้าในช่วงที่ตลาดเหวี่ยงแรง เงินส่วนนี้จึงมีลักษณะใกล้เคียง ‘กองทุนรองรับการชำระบัญชี’ มากกว่าเป็นประกันแบบที่ผู้ใช้เข้าใจในตลาดดั้งเดิม ตั้งแต่มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้ขนาดกองทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พอข่าวการปิดกิจการถูกประกาศออกมา กระแสในโซเชียลก็ปะทุขึ้นทันที หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า “ท้ายที่สุดเจ้าของจะเป็นฝ่ายเก็บกวาดกองทุนทั้งหมดไปหรือไม่”
แรงกดดันไม่ได้เกิดเฉพาะในเชิงภาพลักษณ์ เพราะในวันเดียวกับที่มีประกาศปิดแพลตฟอร์ม ยังมีการยื่นเรื่องเตรียมฟ้องร้องแบบกลุ่ม (class action) ในนามลูกค้าสหรัฐฯ อีกด้วย ฝ่ายผู้ฟ้องอ้างว่าบิตเม็กซ์ใช้ประโยชน์จากช่วงตลาดขาลงและความผันผวนสูงเพื่อ “ขยายกองทุน” แต่เมื่อถึงเวลาที่ลูกค้าต้องการการคุ้มครองจริง กองทุนกลับไม่ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์เท่าที่ควร พร้อมทั้งกล่าวหาว่าทีมเทรดภายในสามารถมองเห็นคำสั่งและจุดบังคับชำระบัญชีของลูกค้าล่วงหน้า ซึ่งอาจนำไปสู่ความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ข้อกล่าวหาทั้งหมดยังอยู่ในระดับที่ระบุไว้ในคำฟ้องเท่านั้น ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงหรือชี้ขาดว่าใครถูกใครผิด
หนึ่งในประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้ถูกขุดลึกขึ้น คือประวัติของขนาด ‘กองทุนประกัน’ เอง กองทุนของบิตเม็กซ์เคยพุ่งขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 36,400BTC ก่อนจะทรุดลงอย่างรวดเร็วหลังเหตุการณ์ตลาดร่วงหนักในเดือนตุลาคม 2025 และการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนถัดมา บิตเม็กซ์ในตอนนั้นระบุว่าจะ “ตั้งเป้า” รักษาขนาดกองทุนไว้ราว 3,600BTC และ 30 ล้าน USDT พร้อมยืนยันว่าจะไม่กระทบต่อสภาพคล่องและการซื้อขายของลูกค้า แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงจุดที่ประกาศปิดตัว คำถามสำคัญก็ย้อนกลับมาอีกครั้งว่า ‘กองทุนขนาด 2.7 ร้อยล้านดอลลาร์นี้’ แท้จริงแล้วควรเป็นของใคร
อดีตของบิตเม็กซ์เองก็ทำให้ตลาดมองประเด็นนี้ในมุมที่เข้มงวดมากขึ้น แพลตฟอร์มเคยบรรลุข้อตกลงยอมจ่ายค่าปรับราว 100 ล้านดอลลาร์ให้คณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าแห่งสหรัฐฯ (CFTC) จากประเด็นด้านการกำกับดูแลอนุพันธ์คริปโต ขณะเดียวกัน อาเธอร์ เฮย์ส(Arthur Hayes) และเบนจามิน เดโล(Benjamin Delo) ผู้ร่วมก่อตั้ง ก็เคยยอมรับผิดในข้อกล่าวหาฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน ก่อนจะได้รับการ ‘อภัยโทษ’ จากทรัมป์ในเวลาต่อมา ‘ความคิดเห็น’ เมื่อเอาประวัติเหตุด้านกฎหมายเหล่านี้มาประกอบกับความไม่ชัดเจนเรื่องกองทุน จึงไม่แปลกที่สายตาของตลาดจะยิ่งเย็นชา
สุดท้าย แม้บิตเม็กซ์จะยืนยันว่ากองทุนประกันเป็น “ส่วนเกินจากการดำเนินงานของแพลตฟอร์ม” และไม่ใช่เงินฝากของลูกค้าโดยตรง แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าเงินก้อนนี้ก่อร่างมาจาก ‘การขาดทุนของผู้ใช้’ ทำให้ข้อถกเถียงไม่จบง่ายๆ ยิ่งเมื่อใกล้ถึงกำหนดปิดบริการ คำตอบที่บิตเม็กซ์จะให้ต่อสาธารณะเกี่ยวกับอนาคตของกองทุน 2.7 ร้อยล้านดอลลาร์นี้ จะมีน้ำหนักอย่างมากต่อ ‘ความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มอนุพันธ์คริปโต’ ว่าจะถูกมองในฐานะตลาดที่มีระบบคุ้มครองผู้ใช้จริง หรือเป็นเพียงสนามเก็งกำไรที่สุดท้ายเจ้าของแพลตฟอร์มคือผู้ชนะตัวจริงเท่านั้น
ความคิดเห็น 0