แพลตฟอร์มดีไฟ ‘RISEx’ เปิดตัวโปรแกรมให้รางวัลใหม่ในชื่อ ‘Ignite’ อย่างเป็นทางการ เดินหน้ารุกตลาด ‘ดีแฟกซ์(DEX) สัญญาซื้อขายล่วงหน้า’ ที่กำลังขยายตัวรวดเร็ว โดยในช่วงเบตาแรก RISEx ทำยอด ‘ปริมาณซื้อขาย’ ทะลุ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.38 แสนล้านบาท) ส่งผลให้โปรแกรมนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่ ‘ระบบนิเวศแบบขับเคลื่อนด้วยชุมชน’ อย่างเต็มรูปแบบ
สัปดาห์แรกของการเปิดตัว Ignite ถูกใช้เป็นช่วง ‘ซีซัน 0’ เพื่อแจกจ่ายรางวัลย้อนหลังให้กับผู้ใช้งานเดิม RISEx เลือก ‘จ่ายรางวัลตามระดับการมีส่วนร่วม’ ให้กับผู้เทรดที่เคยใช้งานบนเบตาแบบระบบเชิญชวน โดยไม่มีการประกาศการันตีล่วงหน้า ช่วยเสริมสร้างความภักดีของผู้ใช้ยุคเริ่มต้นได้อย่างชัดเจน
‘100% ของรางวัลคืนให้ผู้ใช้งาน’ คือหัวใจของโครงสร้าง Ignite RISEx ระบุว่าจะกระจาย ‘RISE พอยต์’ ทั้งหมดให้กับ ‘ผู้เทรด’, ‘ผู้ให้สภาพคล่อง (LP)’ และ ‘นักพัฒนา’ ที่ใช้งานแพลตฟอร์มจริงแบบ 100% เต็ม แตกต่างจากดีไฟส่วนใหญ่ที่มักกระจายรางวัลกว้างไปทั้งระบบนิเวศ แนวทางนี้เท่ากับเป็นการ ‘โฟกัสอินเซนทีฟ’ กลับมายังแพลตฟอร์มที่เกิดธุรกรรมจริง เพื่อผลักดันการเติบโตบนฐานการใช้งานมากกว่ากระแสการเก็งกำไร
การเปิดตัว Ignite เกิดขึ้นท่ามกลางจังหวะที่ ‘ตลาดอนุพันธ์แบบกระจายศูนย์’ กำลังไล่กินส่วนแบ่ง ‘ตลาดอนุพันธ์บนกระดานเทรดแบบรวมศูนย์’ อย่างต่อเนื่อง โดย RISEx ปัจจุบันมีจุดเด่นด้าน ‘ระบบมาร์จินรวมข้ามสินทรัพย์’ และรองรับการเทรด ‘สินทรัพย์ในโลกจริง (RWA)’ อยู่แล้ว เมื่อเสริมด้วยโปรแกรมให้รางวัลแบบเปิดสาธารณะ ยิ่งทำให้แพลตฟอร์มเดินหน้าเข้าสู่เฟสการขยายตัวระดับโลกอย่างจริงจัง
ตามข้อมูลจาก DUNE ช่วงเบตา 3 เดือนของ RISEx ทำสถิติ
- ‘ปริมาณซื้อขายสะสม’ มากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ‘มูลค่าคำสั่งคงค้าง (เปิดสัญญาอยู่)’ 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ‘มูลค่าทรัพย์สินรวมที่ล็อกอยู่ (TVL)’ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ‘จำนวนผู้ใช้งาน’ มากกว่า 15,000 ราย
ตัวเลขเหล่านี้ถูกมองว่ามี ‘คุณภาพของสภาพคล่อง’ สูง เพราะเน้นการไหลเข้าจาก ‘ดีมานด์การเทรดจริง’ มากกว่าการเร่งปริมาณชั่วคราวด้วยแคมเปญการตลาด
ซาม บัตเทอร์นัลลี ผู้ร่วมก่อตั้ง ‘RISE Labs’ เผยว่าทีมยึดหลักการชัดเจนว่า “จะไม่เริ่มโปรแกรมให้รางวัล จนกว่ากลไกการเทรดหลักจะเสถียรสมบูรณ์” พร้อมชี้ให้เห็นความต่างว่า “หลายโปรเจกต์ใช้ระบบพอยต์มาช่วยกลบปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่พร้อม แต่ RISEx เลือกให้ ‘ความเสถียรของฟังก์ชัน’ และ ‘สภาพคล่องที่แน่น’ มาก่อน”
‘ความคิดเห็น’ แนวทางนี้สะท้อนสายคิดที่เน้นสร้างฐานผู้ใช้งานระยะยาว แทนที่จะเน้นตัวเลขปริมาณซื้อขายระยะสั้นที่มักหายไปอย่างรวดเร็วเมื่ออินเซนทีฟหมด
โปรแกรม Ignite ไม่ได้ให้รางวัลจาก ‘ปริมาณซื้อขายรวม’ เพียงตัวเดียว แต่ใช้ชุดตัวชี้วัดที่ซับซ้อนกว่านั้น ทั้ง ‘ค่าธรรมเนียม’, ‘ระดับสลิปเพจ’, ‘ระยะเวลาถือสถานะ’, ‘ขนาดมูลค่าสัญญาที่เปิดค้าง (โอเพ่นอินเทอเรสต์)’ ฯลฯ เพื่อสร้าง ‘โมเดลการให้รางวัลตามการมีส่วนร่วมจริง’ พร้อมฝังกลไกกดทอนการทำธุรกรรมเทียม เช่น ‘ซีบิลแอตแทก’ และ ‘วอชเทรดดิ้ง’ เอาไว้ตั้งแต่การออกแบบ
ระบบยังมีส่วนของ ‘ค่าตอบแทนผู้อ้างอิง’ ราว 10% ทั้งในรูปแบบโปรแกรมรีเฟอร์รัลและพาร์ตเนอร์ชิป แต่ RISEx เลือก ‘ไม่เปิดสูตรการคำนวณโดยละเอียด’ เพื่อลดโอกาสการใช้บอตหรือกลยุทธ์เอาเปรียบระบบ
ด้านโครงสร้างพื้นฐาน RISEx ทำงานบนเครือข่าย ‘RISE เชน’ ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับดีแฟกซ์โดยเฉพาะ เครือข่ายนี้รองรับปริมาณการประมวลผลระดับ ‘5 Ggas/s’ และเคลมว่าให้ ‘ความหน่วงต่ำในระดับ 1 มิลลิวินาที’ ใกล้เคียงมาตรฐานของกระดานเทรดแบบรวมศูนย์
ด้วยสถาปัตยกรรม ‘ออนเชนออร์เดอร์บุ๊ก’ ทำให้การจัดการ ‘หลักประกัน’ และ ‘สถานะดีไฟ’ ต่าง ๆ ถูกประมวลผลบนสภาวะเดียวกันทั้งหมด เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมการเทรดที่ “ออนเชนจริงทั้งระบบ” RISEx ยังมีแผนขยายบริการไปสู่ ‘เทรดสปอต’, ผลิตภัณฑ์สร้างผลตอบแทนอัตโนมัติ ‘AutoYield’ และ ‘พอร์ตโฟลิโอมาร์จิน’ เพื่อดึงดูดทั้งเทรดเดอร์รายย่อยและมืออาชีพ
การเปิดตัวโปรแกรม Ignite จึงไม่ได้เป็นแค่แคมเปญแจกของรางวัล แต่ถูกจับตามองว่าอาจเป็น ‘ตัวเร่งการเติบโต’ ใหม่ของตลาดอนุพันธ์ดีแฟกซ์ ด้วยการออกแบบโครงสร้างรางวัลที่ ‘ล็อกเป้าไปยังผู้ใช้งานตัวจริง’ บนพื้นฐานของ ‘ผลิตภัณฑ์ที่เสร็จสมบูรณ์และมีสภาพคล่อง’
‘ความคิดเห็น’ สิ่งที่ตลาดจะต้องติดตามต่อไป คือโครงสร้างนี้จะเปลี่ยนแรงจูงใจของผู้ใช้งานให้กลายเป็น ‘ฐานผู้ใช้ระยะยาว’ ได้มากน้อยแค่ไหน โดยตัวชี้วัดสำคัญจะอยู่ที่ ‘ทิศทางปริมาณซื้อขายจริง’, ‘ระดับโอเพ่นอินเทอเรสต์’ และ ‘อัตราการรักษาผู้ใช้งาน’ ว่าจะเติบโตอย่างยั่งยืน หรือเป็นเพียงแรงกระเพื่อมระยะสั้นจากอินเซนทีฟเท่านั้น
ความคิดเห็น 0