ดอลลาร์สหรัฐและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ กลับมาเป็นตัวแปรเชิงมหภาคที่ตลาดคริปโตต้องจับตาอีกครั้ง นักวิเคราะห์มองว่าจุดสนใจของตลาดกำลังเปลี่ยนจากผลการประชุมดอกเบี้ยเดือนกันยายนเอง ไปสู่คำถามที่ว่าดอกเบี้ยระดับสูงจะคงอยู่นานแค่ไหน
TechFlow รายงานเมื่อวันที่ 1 เวลา 11.16 น. (เวลาไทย) โดยอ้างอิงบทวิเคราะห์ตลาดของ ลูอิส หวง (Lewis Huang) หัวหน้านักวิเคราะห์ CFD จากบิตเกต (Bitget) หวงระบุว่าถ้อยแถลงของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในงานประชุมแจ็กสันโฮล ทำให้ความคาดหวังเรื่อง 'ดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาด' เพิ่มขึ้น
หวงมองว่าตราบใดที่เงินเฟ้อยังไม่ลดลงมาสู่เป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างชัดเจน เฟดอาจคงดอกเบี้ยสูงต่อไปอีกระยะ หรือเก็บทางเลือกในการคุมเข้มเพิ่มเติมไว้ นั่นหมายความว่าตลาดที่เคยจับตาแค่ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ เริ่มหันมาให้น้ำหนักกับระยะเวลาที่ดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ในระดับสูงด้วย
วอร์ชกล่าวในการประชุมสัมมนานโยบายเศรษฐกิจแจ็กสันโฮลเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ตามดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เป็น "เป้าหมายที่มั่นคงและตายตัว" พร้อมระบุว่าเสถียรภาพด้านราคาไม่ได้เกิดขึ้นเอง และการทำให้ราคาคงที่คือหน้าที่ของเฟด
ในสุนทรพจน์เดียวกัน วอร์ชระบุตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ว่าอยู่ที่ 3.7% เมื่อเทียบรายปี และ 4.1% เมื่อคำนวณจากช่วง 6 เดือน ตัวเลขที่ยังสูงกว่าเป้าหมายเช่นนี้ทำให้ตีความได้ว่าเฟดยังไม่สามารถส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายได้เร็วนัก
หวงกล่าวว่าหากตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ดัชนี PCE และข้อมูลการจ้างงานยังคงออกมาแข็งแกร่งต่อเนื่อง ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 2 ปีและดัชนีดอลลาร์อาจแข็งค่าต่อไป ซึ่งในกรณีนี้ทองคำอาจเผชิญแรงกดดันสองทางจากทั้งอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่สูงขึ้นและดอลลาร์ที่แข็งค่า ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีมูลค่าสูงอย่างดัชนีแนสแด็ก 100(Nasdaq 100) ก็อาจผันผวนมากขึ้นเช่นกัน
ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อชะลอตัวลงชัดเจนและตลาดแรงงานอ่อนแรงลง หวงมองว่าตลาดอาจปรับลดความคาดหวังเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลง และกลายเป็นปัจจัยหนุนให้ทองคำและดัชนีหุ้นกลุ่มเติบโตฟื้นตัวได้
โดยทั่วไปพันธบัตรระยะสั้นของสหรัฐมักเคลื่อนไหวไวต่อการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของเฟด หากผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปียังอยู่ในระดับสูง ถือเป็นสัญญาณว่าตลาดยังไม่รีบสะท้อนการลดดอกเบี้ยระยะสั้น
ส่วนผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีไม่ได้สะท้อนแค่ดอกเบี้ยนโยบาย แต่ยังรวมปัจจัยอื่น เช่น การขาดดุลการคลัง ปริมาณพันธบัตรที่ออกใหม่ และส่วนชดเชยความเสี่ยงตามระยะเวลา (term premium) หวงระบุว่านอกจากถ้อยแถลงของเฟดแล้ว ต้องจับตาด้วยว่าผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีกำลังถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยเชิงโครงสร้างเหล่านี้หรือไม่
สำหรับตลาดคริปโต ความสัมพันธ์ระหว่างดอลลาร์และดอกเบี้ยถือเป็นเรื่องสำคัญ สินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) ล้วนได้รับผลกระทบร่วมจากสภาพคล่อง การแข็งค่าของดอลลาร์ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี
เมื่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ความน่าดึงดูดของสินทรัพย์เสี่ยงที่อ้างอิงดอลลาร์อาจลดลง ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นก็เพิ่มแรงกดดันด้านราคาให้กับสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยจ่ายและสินทรัพย์ที่พึ่งพาการเติบโตในอนาคตเป็นหลัก
CFD คือตราสารอนุพันธ์ที่ไม่ต้องถือครองสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง แต่ชำระส่วนต่างระหว่างราคาที่เข้าซื้อกับราคาที่ปิดสถานะ ผู้ลงทุนสามารถใช้เลเวอเรจได้ ซึ่งหมายความว่าแม้จะคาดทิศทางตลาดถูกต้อง กำไรขาดทุนก็อาจแกว่งตัวแรงตามขนาดการเปลี่ยนแปลงของราคา
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่าบทวิเคราะห์ของหวงเชื่อมโยงกับทิศทางตลาดคริปโตเช่นกัน โดยในครั้งนั้นตัวเลข CPI, PCE รวมถึงค่าจ้างและการจ้างงาน ก็ถูกหยิบยกเป็นตัวแปรที่จะกำหนดทิศทางของดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเช่นกัน
แก่นของบทวิเคราะห์ครั้งนี้ยังคงอยู่ที่การติดตามตัวเลขเศรษฐกิจ หวงระบุว่าต้องจับตาความเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกันของดอลลาร์ ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ทองคำ และดัชนีหุ้น เพื่อประเมินทิศทางตลาดต่อไป
ความคิดเห็น 0