บิตคอยน์(BTC) ยังต้องอาศัยการเปลี่ยนผ่านรุ่นและความเข้าใจที่กว้างขึ้นในหมู่ผู้มีอำนาจตัดสินใจ ก่อนจะขึ้นแท่นทัดเทียมทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองของโลก นี่คือมุมมองล่าสุดจากผู้บริหารสูงสุดของบริษัทเทเธอร์(Tether)
สำนักข่าว ZyCrypto รายงานเมื่อวันที่ 5 (เวลาท้องถิ่น) ว่า ปาโอโล อาร์โดอิโน(Paolo Ardoino) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของเทเธอร์(Tether) ให้สัมภาษณ์ในรายการ 'The Wolf of All Streets' ระบุว่า ระดับการยอมรับบิตคอยน์ในปัจจุบันยังไปไม่ถึงขั้นเป็นสกุลเงินสำรองของโลก
อาร์โดอิโน กล่าวว่า "ผู้มีอำนาจตัดสินใจส่วนใหญ่ของโลกมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และไม่ใช่ทุกคนที่เข้าใจบิตคอยน์" พร้อมเสริมว่า "บิตคอยน์ไม่ใช่สินทรัพย์ที่มีอายุ 5,000 ปีเหมือนทองคำ จึงยังไม่มีแรงแทรกซึมในระบบเหมือนที่ทองคำมี" คำกล่าวนี้สะท้อนว่าในมุมของเขา ช่องว่างสำคัญอยู่ที่ความคุ้นเคยของคนรุ่นที่กุมอำนาจตัดสินใจ ไม่ใช่ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของบิตคอยน์เอง
เขาอธิบายต่อว่า ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์แรกที่คนนึกถึงเมื่อเกิดวิกฤตการเงิน เพราะผู้เล่นในตลาด รวมถึงธนาคารกลางต่าง ๆ ยอมรับทองคำเป็นสินทรัพย์สำรองมาอย่างยาวนาน
คำกล่าวครั้งนี้ชี้ประเด็นไปที่ 'ระยะเวลาการยอมรับ' มากกว่าประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของบิตคอยน์ แม้บิตคอยน์จะถูกเปรียบเป็น 'ทองคำดิจิทัล' จากคุณสมบัติเรื่องความขาดแคลนและเครือข่ายกระจายศูนย์มาโดยตลอด แต่อาร์โดอิโนมองว่า ความเข้าใจของผู้กำหนดนโยบายในระบบและคนรุ่นสูงอายุยังตามทองคำไม่ทัน
อาร์โดอิโน กล่าวว่า "คนรุ่นใหม่เข้าใจบิตคอยน์ได้ดีกว่า" และ "หากต้องการให้บิตคอยน์ถูกยอมรับเป็นสกุลเงินที่ใช้งานได้จริงในสถานการณ์รีเซ็ตระบบการเงิน จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนผ่านของคนรุ่นใหม่" คำกล่าวนี้ตีความได้ว่า การที่บิตคอยน์จะกลายเป็นสินทรัพย์สำรองอย่างสมบูรณ์นั้น ตรรกะทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ
ประเด็นเปรียบเทียบบิตคอยน์กับทองคำเป็นข้อถกเถียงที่มีมานานในตลาดคริปโต ทองคำเป็นสินทรัพย์จับต้องได้และเป็นเครื่องมือเก็บมูลค่าแบบดั้งเดิม ขณะที่บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีปริมาณจำกัด จุดร่วมนี้เองที่ทำให้ทั้งสองถูกนำมาเทียบกันอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม ฐานการยอมรับของสินทรัพย์ทั้งสองแตกต่างกัน ทองคำถูกธนาคารกลางและตลาดการเงินดั้งเดิมถือครองมายาวนาน ส่วนบิตคอยน์เพิ่งขยายฐานผู้ถือทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบันในช่วงเวลาที่สั้นกว่ามาก
ช่องว่างระหว่างรุ่นที่อาร์โดอิโนพูดถึงคือปัจจัยเบื้องหลังความแตกต่างนี้ การเป็นสินทรัพย์สำรองไม่ได้ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นจากระบบสถาบัน วิธีบันทึกทางบัญชี รูปแบบการเก็บรักษา และพฤติกรรมของตลาดในยามวิกฤตประกอบกัน
เขายังระบุถึงความผันผวนว่าเป็นอีกเหตุผลที่สเตเบิลคอยน์ซึ่งใช้บิตคอยน์ค้ำประกันยังไม่แพร่หลาย เนื่องจากบิตคอยน์ยังเป็นสินทรัพย์ที่ผันผวนสูง ทำให้การออกแบบโครงสร้างสเตเบิลคอยน์แบบมีหลักประกันเป็นเรื่องท้าทาย
โดยทั่วไปสเตเบิลคอยน์ถูกออกแบบให้มูลค่าผูกกับสกุลเงินตามกฎหมาย เช่น ดอลลาร์สหรัฐ และเทเธอร์(USDT) ที่ออกโดยบริษัทเทเธอร์ ก็เป็นสเตเบิลคอยน์ที่ผูกมูลค่ากับดอลลาร์รายใหญ่ของตลาด
คำกล่าวของอาร์โดอิโนยังเชื่อมโยงกับข้อถกเถียงเรื่องสเตเบิลคอยน์ที่มีมาก่อนหน้านี้ ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่า อาร์โดอิโนออกมาโต้แย้งข้อวิจารณ์ของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ในประเด็นว่าสเตเบิลคอยน์จะมาแทนที่เงินฝากธนาคารได้หรือไม่
สำหรับนักลงทุนไทย คำกล่าวครั้งนี้มีนัยสำคัญในแง่บริบทของการถกเถียงเรื่องการยอมรับ มากกว่าจะเป็นการคาดการณ์ราคาระยะสั้น ประเด็นที่ว่าบิตคอยน์จะได้รับการยอมรับเป็นสินทรัพย์สำรองแบบทองคำได้หรือไม่ ยังคงถูกพูดถึงควบคู่กับเรื่องการยอมรับในระบบสถาบัน ความเข้าใจที่แตกต่างกันตามช่วงวัย และการบริหารจัดการความผันผวน
ทั้งนี้ อาร์โดอิโนไม่ได้ฟันธงว่าบิตคอยน์จะไม่มีวันแทนที่ทองคำได้ เขาเพียงให้น้ำหนักไปที่ระดับการยอมรับและช่องว่างความเข้าใจในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเหตุผลที่เขามองว่ายังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
ความคิดเห็น 0