ดัชนี S&P500 มีความเสี่ยงที่จะปรับฐานในระยะสั้นราว 5-10% ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ในขณะเดียวกันเป้าหมายดัชนีในกรอบ 12 เดือนกลับถูกปรับขึ้น สะท้อนมุมมองที่ระมัดระวังในระยะสั้นควบคู่กับความเชื่อมั่นเชิงบวกในระยะกลางถึงยาว
ลอรี คัลวาซินา(Lori Calvasina) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นสหรัฐฯ ของ RBC Capital Markets ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนว่า S&P500 อาจเผชิญ “การปรับฐานตามปกติในระดับ 5-10%” พร้อมอธิบายว่ายังไม่สามารถมองว่านี่เป็นสัญญาณจุดสูงสุดที่ชัดเจนของตลาดได้ คำอธิบายนี้ชี้ว่าการปรับฐานที่อาจเกิดขึ้นยังอยู่ในกรอบความผันผวนปกติมากกว่าจุดเปลี่ยนแนวโน้มใหญ่
ปัจจัยที่อาจกดดันให้เกิดการปรับฐาน ได้แก่ ความผันผวนจากการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และสถานการณ์ตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ประเด็นการควบคุมกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์(AI) และความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ก็ถูกมองว่าอาจเพิ่มความผันผวนให้กับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตเช่นกัน
ปัจจัยตามฤดูกาลในเดือนกันยายนก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวแปรด้วย โดยมีการวิเคราะห์ว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนี S&P500 ปรับตัวลดลงในเดือนกันยายนถึง 5 ครั้ง
แม้จะชี้ความเสี่ยงระยะสั้น แต่ RBC Capital Markets ก็ปรับเป้าหมายระยะกลางถึงยาวขึ้น โดยเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ได้ปรับเป้าหมาย S&P500 ในกรอบ 12 เดือนจาก 7900 เป็น 8150
การกำหนดเป้าหมายดังกล่าวอ้างอิงโมเดลวิเคราะห์ 5 รูปแบบ ซึ่งนำปัจจัยด้านผลกำไรบริษัท มูลค่าหุ้น(Valuation) ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และอัตราดอกเบี้ยมาประกอบการคำนวณ การปรับเป้าหมายขึ้นในครั้งนี้ถูกตีความว่า RBC Capital Markets ไม่ได้มองว่าความเสี่ยงปรับฐานระยะสั้นจะทำลายแนวโน้มระยะกลางถึงยาวของดัชนี
RBC Capital Markets มองว่าตลาดอาจไม่เคลื่อนไหวเป็นเส้นตรง และหากความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยยังอยู่ในกรอบจำกัด การปรับฐานก็มีแนวโน้มที่จะอยู่ในช่วง 5-10% เท่านั้น
บทวิเคราะห์ยังระบุว่าผลกำไรบริษัทและการเติบโตที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจช่วยประคองทิศทางดัชนีในกรอบเวลา 12 เดือนได้ อย่างไรก็ตาม ขนาดของการปรับฐานที่แท้จริงและระยะเวลาที่จะกินเวลานานเพียงใดยังขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง การเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ(Fed) และภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดสะท้อนความกังวลระยะสั้นได้ชัดเจน โดยวันที่ 8 กันยายน ดัชนี S&P500 ปิดตลาดลดลง 45.08 จุด หรือ 0.58% มาอยู่ที่ 7673.52 จุด
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ขยับเข้าใกล้ระดับ 99.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยิ่งเพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดย AP รายงานว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงเพียงวันเดียวยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการปรับฐาน 5-10% ตามที่ RBC Capital Markets ประเมินไว้ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ถือเป็นปฏิทินการเมืองที่อาจเพิ่มความไม่แน่นอนต่อทิศทางนโยบายและสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ การตีความผลการเลือกตั้งของตลาดอาจส่งผลต่อมูลค่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต รวมถึงมุมมองต่ออัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป
อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจลดมูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคต ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อมูลค่าหุ้น ในทางกลับกัน หากผลกำไรบริษัทดีขึ้นและการเติบโตที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังดำเนินต่อไป ก็อาจช่วยหนุนความสามารถในการฟื้นตัวของดัชนี ทำให้ทั้งสองปัจจัยอาจสะท้อนในตลาดพร้อมกัน
สาระสำคัญของบทวิเคราะห์นี้คือการนำเสนอทั้งความเสี่ยงปรับฐานระยะสั้นและการปรับเป้าหมาย 12 เดือนขึ้นไปพร้อมกัน จากนี้ตลาดจะจับตาผลการเลือกตั้งกลางเทอม การเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และภาวะเศรษฐกิจถดถอย เพื่อประเมินขนาดการปรับฐานที่แท้จริงของ S&P500 ต่อไป
ความคิดเห็น 0