ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ประมาณ 3,600 บาท) ฉุดตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงติดต่อกันเป็นวันที่ 3 แต่ 'จิม เครเมอร์(Jim Cramer)' พิธีกรรายการ Mad Money ของ CNBC ยังไม่เปลี่ยนมุมมองไปทาง 'ขาลง' ทั้งที่ยอมรับว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจกดดันการใช้จ่ายผู้บริโภคและภาคบริการ แต่เขามองว่าหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และหุ้นกลุ่มธนาคารยังคงแข็งแกร่งอยู่
เมื่อวันที่ 9 (เวลาท้องถิ่น) ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดร่วงลงเกือบ 0.8% ดัชนี S&P500 ลดลง 0.5% ส่วนดัชนีแนสแแด็กร่วงกว่า 0.6% โดยสำนักข่าว AP รายงานว่าน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่ 3 ทั้งนี้ น้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันเดียวกันนี้เอง
เครเมอร์กล่าวว่า “การยืนกรานมุมมองขาลงในระยะยาวไม่ใช่วิธีที่ได้ผล” แม้จะยอมรับความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นอาจทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลงก็ตาม คำพูดนี้สะท้อนว่าเขาเลือกจับตาปัจจัยบวกที่ยังประคองตลาดไว้มากกว่าจะฟันธงทิศทางขาลง
เขาอธิบายว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกดดันหุ้นกลุ่มที่พึ่งพาการใช้จ่ายของผู้บริโภคเป็นกลุ่มแรก ทั้งหุ้นค้าปลีกและสินค้าฟุ่มเฟือยที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงรายจ่ายที่ผู้บริโภคเลือกตัดได้ เช่น ค่าเคเบิลทีวีรายเดือน ก็อ่อนแรงลงเช่นกัน
ด้านราคาหุ้นรายตัว คอมแคสต์(CMCSA) ร่วงลง 6.6% พร็อคเตอร์แอนด์แกมเบิล(PG) ลดลง 2% เจนเนอรัล มิลส์(GIS) ลดลงราว 1.6% และสแตนลีย์ แบล็ก แอนด์ เดกเกอร์(SWK) ปรับตัวลงประมาณ 2.3%
เหตุผลแรกที่ทำให้เครเมอร์ยังไม่กลับลำไปทางขาลง คือแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มศูนย์ข้อมูลและหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ยังปรับตัวขึ้นสวนทางกับตลาดโดยรวม สะท้อนว่ากลุ่มหุ้นที่ขับเคลื่อนตลาดมาตลอดทั้งปีนี้ยังไม่มีสัญญาณเสียโมเมนตัม
หุ้นกลุ่มธนาคารก็เคลื่อนไหวได้ค่อนข้างแข็งแกร่งเช่นกัน โดยเครเมอร์บอกว่าการที่หุ้นกลุ่มธนาคารยังยืนได้ดีท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นนั้น “ดูจะสวนสามัญสำนึกอยู่บ้าง”
เขาตีความว่าความแข็งแกร่งของหุ้นกลุ่มธนาคารอาจเป็นสัญญาณว่าเงินออมของชาวอเมริกันและภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ได้รับความเสียหายมากนักจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวของเครเมอร์ ไม่ใช่ตัวเลขที่ยืนยันทิศทางการใช้จ่ายหรือเศรษฐกิจในอนาคต
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขายังไม่รีบเปลี่ยนมุมมอง คือความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงอีกครั้ง เครเมอร์ยกตัวอย่างช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งน้ำมันดิบเบรนท์เคยทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนราคาจะย่อตัวลง หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์สั่งระงับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศชั่วคราวเพื่อ “เปิดทางให้การเจรจาสันติภาพ”
เขามองว่าหากสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านเปลี่ยนแปลงไป แรงกดดันต่อราคาน้ำมันก็อาจผ่อนคลายลงได้ นั่นหมายความว่าความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันและสินทรัพย์เสี่ยงต่อไป
ถึงกระนั้น เครเมอร์ก็เตือนว่า หากราคาน้ำมันยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อไปเป็นเวลานาน ภาระของผู้บริโภคและภาคบริการก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น เพราะราคาน้ำมันเบนซินที่สูงจะลดกำลังซื้อของครัวเรือนและเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจ
เครเมอร์ทิ้งท้ายว่า หากตลาดเอนเอียงไปทางลบมากเกินไป เรื่องราวของตลาดก็อาจพลิกกลับได้อีกครั้ง โดยกล่าวว่า “ต้องดูด้วยว่าสถานการณ์จะดีขึ้นได้อย่างไร” ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ว่าแทนที่จะฟันธงว่าตลาดจะร่วงต่อ ควรจับตาความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันและสถานการณ์ตะวันออกกลางจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วย
ภาพรวมตลาดหุ้นนิวยอร์กครั้งนี้จึงออกมาในลักษณะที่ราคาน้ำมันซึ่งปรับตัวสูงขึ้นกดดันหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและหุ้นที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่หุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และหุ้นกลุ่มธนาคารยังคงยืนหยัดได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกัน
ความคิดเห็น 0