ก่อนที่ระบบเก็บภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลของเกาหลีใต้จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2027 มีเสียงเรียกร้องให้ทบทวนเกณฑ์ปัจจุบันที่จัดรายได้จากการขายและการให้เช่าสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดไว้ในหมวด 'เงินได้อื่น' เพียงประเภทเดียว โดยดิจิทัลทูเดย์ (Digital Today) สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า ควรแบ่งประเภทรายได้ตามลักษณะทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของธุรกรรม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขาย การขุด (mining) หรือการสเตกกิง (staking) พร้อมทั้งวางโครงสร้างพื้นฐานด้านภาษีเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมให้ครบถ้วนเสียก่อน
ตามระเบียบปัจจุบัน การเก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดจากการขายหรือให้เช่าสินทรัพย์ดิจิทัลจะมีผลกับรายได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 เป็นต้นไป กรมสรรพากรเกาหลีใต้ (National Tax Service) ระบุว่า จะคำนวณจากมูลค่าขายหักด้วยต้นทุนซื้อและค่าธรรมเนียมธุรกรรม จากนั้นหักค่าลดหย่อนพื้นฐานปีละ 2.5 ล้านวอน แล้วเก็บภาษีเงินได้ในอัตรา 20% จากส่วนที่เหลือ เมื่อรวมภาษีท้องถิ่นแล้วอัตราภาษีรวมจะอยู่ที่ 22%
สิ่งที่ต้องเสียภาษีคือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงจากการขายหรือให้เช่า ไม่ใช่กำไรทางบัญชีจากสินทรัพย์ที่ยังถือครองอยู่ การยื่นแบบและชำระภาษีครั้งแรกสำหรับรายได้ที่เกิดในปี 2027 จะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2028
สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถือครองอยู่ก่อนวันบังคับใช้ กฎหมายกำหนดให้ใช้ราคาตลาด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2026 หรือราคาต้นทุนที่ซื้อจริง แล้วแต่จำนวนใดสูงกว่า เป็นฐานต้นทุนในการคำนวณภาษี วิธีคำนวณต้นทุนของสินทรัพย์ที่ถือครองก่อนวันกำหนดนี้จึงมีผลโดยตรงต่อภาระภาษีของผู้เสียภาษีแต่ละราย
ประเด็นหลักของการถกเถียงอยู่ที่ว่าจะแบ่งลักษณะรายได้ตามประเภทธุรกรรมอย่างไร กำไรจากการซื้อขายเกิดจากความผันผวนของราคาสินทรัพย์ ขณะที่ผลตอบแทนจากการขุดและการสเตกกิงเป็นค่าตอบแทนจากการให้ทรัพยากรหรือการเข้าร่วมเครือข่าย ซึ่งมีโครงสร้างที่มาต่างกันโดยพื้นฐาน
ระบบปัจจุบันรวมรายได้จากการขายและการให้เช่าไว้ในหมวดเงินได้อื่นเพียงหมวดเดียว จึงมีเสียงวิจารณ์ว่าอาจสะท้อนลักษณะทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของแต่ละธุรกรรมได้ไม่เพียงพอ
อีกความท้าทายหนึ่งคือการรวบรวมข้อมูลธุรกรรม เจ้าหน้าที่ต้องติดตามไม่เฉพาะธุรกรรมบนกระดานเทรดในประเทศ แต่ต้องครอบคลุมการโอนย้ายผ่านกระดานเทรดต่างประเทศและกระเป๋าเงินส่วนบุคคล (personal wallet) ด้วย จึงจะคำนวณรายได้จริงและต้นทุนซื้อได้ถูกต้อง
โดยเฉพาะกระเป๋าเงินส่วนบุคคลที่ไม่ได้สะสมข้อมูลธุรกรรมของผู้ใช้แต่ละรายในรูปแบบเดียวกับกระดานเทรด การที่กรมสรรพากรเกาหลีใต้พิจารณานำโปรแกรมติดตามธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผ่านกระเป๋าเงินส่วนบุคคลมาใช้ ก็ถูกมองว่าเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อเชื่อมโยงเส้นทางธุรกรรมเหล่านี้เข้ากับระบบภาษี ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่เคยมีการรายงานถึงแผนพิจารณาโปรแกรมติดตามธุรกรรมกระเป๋าเงินส่วนบุคคลของกรมสรรพากรเกาหลีใต้มาก่อนหน้านี้
การถกเถียงเรื่องภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลในเกาหลีใต้ยังเชื่อมโยงกับการปรับปรุงกรอบกำกับดูแลด้วย เช่นเดียวกับที่เคยมีรายงานว่ารัฐสภาเกาหลีใต้เตรียมพิจารณาร่างกฎหมายยกเลิกการเก็บภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งประเด็นว่าจะคงการเก็บภาษีไว้หรือไม่ ก็ถูกหยิบยกมาพิจารณาควบคู่กับการจัดทำกฎหมายพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัล
ทางด้าน จอง ซ็อง-กุก (Jeong Sung-kook) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรค People Power ได้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายภาษีเงินได้ เพื่อเลื่อนวันบังคับใช้การเก็บภาษีรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลจากวันที่ 1 มกราคม 2027 ออกไปเป็นวันที่ 1 มกราคม 2030
อย่างไรก็ตาม ร่างแก้ไขฉบับนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภา ตราบใดที่ยังไม่มีผลการพิจารณาออกมา กำหนดการเดิมที่จะเก็บภาษีจากรายได้การขายและให้เช่าที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 เป็นต้นไป ก็ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป
มีความกังวลว่า หากโครงสร้างพื้นฐานด้านภาษีถูกสร้างขึ้นโดยอิงกับกระดานเทรดในประเทศเป็นหลักเพียงอย่างเดียว จะเชื่อมโยงต้นทุนซื้อของธุรกรรมที่ทำผ่านกระดานเทรดต่างประเทศหรือกระเป๋าเงินส่วนบุคคลได้ยาก ในทางกลับกัน หากขยายการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมให้ครอบคลุมมากขึ้น ภาระของผู้เสียภาษีในการตรวจสอบบันทึกจากกระเป๋าเงินและกระดานเทรดหลายแห่งด้วยตนเองก็อาจเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 (เวลาท้องถิ่น) บิตคอยน์(BTC) ปรับตัวขึ้น 5.53% จากวันก่อนหน้า มาอยู่ที่ 81,437 ดอลลาร์ โดยดิจิทัลทูเดย์ระบุว่าปัจจัยเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคาช่วงดังกล่าวมาจากการเปลี่ยนแปลงความคาดหวังเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการของสหรัฐฯ (ISM Services PMI) อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของราคาบิตคอยน์ดังกล่าวเป็นคนละประเด็นกับการหารือเรื่องระบบภาษีในประเทศ
จากนี้ต้องจับตาผลการพิจารณาร่างกฎหมายเลื่อนวันบังคับใช้ รวมถึงว่าจะมีการวางเกณฑ์รายละเอียดรองรับการเก็บภาษีปี 2027 ออกมาอย่างไร
ความคิดเห็น 0