ริปเปิล(Ripple) ขยายฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์บนแพลตฟอร์มบริหารเงินสดขององค์กร แต่ยังคงให้อำนาจโอนเงินและอนุมัติธุรกรรมอยู่ในมือของคนเช่นเดิม
เมื่อวันที่ 11 (ตามเวลาเกาหลีใต้) ริปเปิลระบุว่าได้ขยายฟีเจอร์ AI ที่ชื่อ ‘GSmart’ บนแพลตฟอร์มบริหารเงินสดสำหรับองค์กร ‘Ripple Treasury’ ให้ครอบคลุมงานคาดการณ์กระแสเงินสด บริหารสภาพคล่อง ความเสี่ยงทางการเงิน การกระทบยอดบัญชี และการจัดทำรายงาน โดย GSmart จะตรวจจับความผิดปกติตามนโยบายของแต่ละองค์กรและเสนอแนวทางรับมือ แต่จะไม่ลงมือทำธุรกรรมด้วยตัวเอง
หัวใจของ GSmart อยู่ที่การแยกส่วนคำนวณทางการเงินออกจากการตีความของ AI อย่างชัดเจน โดยมีเอนจินแบบ ‘deterministic’ ที่ให้ผลลัพธ์เดียวกันทุกครั้งเมื่อป้อนข้อมูลชุดเดียวกันเป็นผู้ทำหน้าที่คำนวณ ส่วน AI จะทำหน้าที่ตีความนโยบายหรือหารูปแบบของข้อมูลเพื่ออธิบายคำแนะนำเท่านั้น
เอเจนต์ AI แต่ละตัวจะเฝ้าติดตามขั้นตอนบริหารเงินสดเฉพาะจุด แล้วเสนอแนวทางรับมือพร้อมอ้างอิงข้อนโยบายที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอนุมัติจะต้องตรวจสอบคำแนะนำนั้นก่อนจึงจะดำเนินการขั้นต่อไปได้
เรนาต เวอร์ เอคเคอ(Renaat Ver Eecke) รองประธานอาวุโสฝ่าย Ripple Treasury กล่าวว่า “ผู้บริหารการเงิน (CFO) กำลังเผชิญแรงกดดันให้นำ AI มาใช้ แต่ในเวลาเดียวกันก็มีหน้าที่ต้องทำให้การตัดสินใจทางการเงินทุกครั้งอธิบายได้ ควบคุมได้ และเป็นไปตามกฎระเบียบ” คำกล่าวนี้สะท้อนแนวคิดที่ว่า GSmart จะเสนอคำแนะนำภายใต้กรอบนโยบายบริหารเงินสดของแต่ละองค์กร โดยยังคงให้คนเป็นผู้ควบคุมการตัดสินใจทุกขั้นตอน
เกณฑ์นโยบายและการควบคุมทั้งหมดถูกบริหารผ่านฟีเจอร์ ‘Knowledge Studio’ ซึ่งเปิดให้แต่ละองค์กรกำหนดนโยบายของตัวเองได้ และ AI จะนำเกณฑ์เหล่านั้นมาใช้ก่อนส่งคำแนะนำออกไป
ส่วนฟีเจอร์วิเคราะห์แบบสนทนาโต้ตอบ ‘Ask GSmart’ ช่วยให้ผู้ใช้ค้นข้อมูลบริหารเงินสด จัดทำรายงาน และดึงอินไซต์ออกมาได้ง่ายขึ้น แต่การอนุมัติจริงและการทำธุรกรรมยังคงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในองค์กร
การออกแบบลักษณะนี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่เอเจนต์ AI ในองค์กรกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว การ์ทเนอร์(Gartner) เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 เมษายนว่า ภายในปี 2028 บริษัทในกลุ่มฟอร์จูน 500 โดยเฉลี่ยอาจใช้เอเจนต์ AI มากกว่า 150,000 ตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2025 ที่มีใช้งานไม่ถึง 15 ตัว
การ์ทเนอร์ระบุด้วยว่า มีองค์กรเพียง 13% เท่านั้นที่ตอบว่ามีระบบกำกับดูแลเอเจนต์ AI ที่เหมาะสม ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่ายิ่งจำนวนเอเจนต์ AI เพิ่มขึ้นเท่าไร การบริหารขอบเขตอำนาจ การบังคับใช้นโยบาย และการเก็บบันทึกตรวจสอบก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
ริปเปิลระบุว่า GSmart ถูกใช้งานอยู่แล้วในฐานลูกค้าองค์กรของบริษัท โดยลูกค้าที่มีสิทธิ์ใช้งานราว 60% เปิดใช้ฟีเจอร์ ‘Risk Insights’ สำหรับตรวจหาความผิดปกติด้านความเสี่ยงทางการเงินและการละเมิดนโยบาย ส่วนอีก 44% ใช้ฟีเจอร์ ‘Forecast Insights’ เพื่อเทียบกระแสเงินสดที่คาดการณ์ไว้กับกระแสเงินสดจริง ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ริปเปิลรวบรวมจากฝั่งลูกค้าเอง โดยไม่ได้เปิดเผยจำนวนลูกค้าทั้งหมดหรือวิธีการสำรวจ
การขยาย GSmart ครั้งนี้ต่อยอดจากแนวทางที่ริปเปิลรวมสินทรัพย์การเงินดั้งเดิมกับสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ในระบบบริหารเงินสดองค์กรเดียวกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนตุลาคม 2025 ริปเปิลประกาศเข้าซื้อกิจการ GTreasury ด้วยมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.339 ล้านล้านวอน) ก่อนเปลี่ยนชื่อแพลตฟอร์มเป็น ‘Ripple Treasury’ ในเวลาต่อมา
Ripple Treasury เปิดให้ตรวจสอบและบริหารทั้งเงินสกุลปกติและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างริปเปิล ยูเอสดี(RLUSD) และเอกซ์อาร์พี(XRP) ได้ในที่เดียว และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ริปเปิลยังเปิดตัวฟีเจอร์ ‘Digital Account Management’ และ ‘Unified Treasury’ ที่ช่วยบริหารสินทรัพย์ที่ฝากไว้กับธนาคารและผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลให้ดูได้ในหน้าจอเดียว
ทิศทางที่ริปเปิลขยายตัวจากบริษัทด้านการชำระเงินไปสู่แพลตฟอร์มการเงินสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับสถาบันที่ผนวกรวมบริการรับฝากสินทรัพย์ สเตเบิลคอยน์ และบริหารเงินสดองค์กร ยังคงต่อเนื่องมาถึงการขยาย AI ครั้งนี้ด้วย โดยพื้นที่ที่ถูกทำให้เป็นอัตโนมัติในการประกาศครั้งนี้มีเพียงการคำนวณทางการเงิน การตรวจสอบนโยบาย และการจัดทำคำแนะนำ ส่วนอำนาจในการสั่งจ่ายเงินขั้นสุดท้ายยังคงอยู่ในมือของคน
งานบริหารเงินสดขององค์กรเป็นพื้นที่ที่ระบบการชำระเงิน สิทธิ์การเข้าถึง การอนุมัติ และการบัญชีต้องทำงานร่วมกัน การออกแบบที่แบ่งขอบเขตการใช้ AI ออกจากจุดที่คนต้องเข้ามาตัดสินใจจึงเป็นหัวใจสำคัญ ริปเปิลได้เสนอแนวทางที่ขยายขอบเขตการทำงานอัตโนมัติผ่าน GSmart ไปพร้อมกับการวางขั้นตอนอนุมัติไว้ที่จุดดำเนินธุรกรรมจริง
ความคิดเห็น 0