ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือเฟด) กำลังเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องจำนวนครั้งของการขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ หลังฝ่ายวิจัยภายในบีเอ็นพี พารีบาส์ (BNP Paribas) เสนอมุมมองที่ต่างกันระหว่าง 'ขึ้น 3 ครั้ง' กับ 'ขึ้น 1 ครั้ง' ขณะที่ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนตามข้อมูลตลาดล่าสุดพุ่งขึ้นไปถึง 60.4% แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งภายในสิ้นปีนี้ตามที่บางฝ่ายคาดการณ์
สื่อคริปโตบรีฟิ่ง (Crypto Briefing) รายงานว่า อิซาเบล มาเตออส อี ลาโก (Isabelle Mateos y Lago) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มบีเอ็นพี พารีบาส์ เสนอว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจต้องการการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Funds Rate) ถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกอาจเริ่มได้เร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวไม่ได้เปิดเผยคำให้สัมภาษณ์ฉบับเต็มหรือเอกสารอ้างอิงอย่างเป็นทางการ
ในทางกลับกัน บีเอ็นพี พารีบาส์ เวลธ์ แมเนจเมนท์ (BNP Paribas Wealth Management) ระบุในรายงาน 'Fixed Income Focus September 2026' ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในเดือนธันวาคม พร้อมระบุว่าตลาดกำลังสะท้อนราคาบนสมมติฐานว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยรวมประมาณ 2 ครั้งภายในสิ้นปีนี้
รายงานฉบับเดียวกันของบีเอ็นพี พารีบาส์ เวลธ์ แมเนจเมนท์ระบุว่า สัญญาณสายเหยี่ยว (hawkish) ล่าสุดของเฟดและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) เป็นปัจจัยหนุนมุมมองเรื่องดอกเบี้ย แต่หากราคาพลังงานปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เฟดก็อาจขึ้นดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในเดือนธันวาคมตามที่รายงานคาดไว้
ความเห็นเรื่อง 'ขึ้น 3 ครั้ง' กับมุมมอง 'ขึ้น 1 ครั้ง' แตกต่างกันไม่เพียงจำนวนครั้ง แต่รวมถึงลักษณะของข้อมูลด้วย ฝ่ายแรกเป็นความเห็นส่วนตัวของนักเศรษฐศาสตร์ที่สื่อนำมาเผยแพร่ ส่วนฝ่ายหลังเป็นรายงานคาดการณ์อย่างเป็นทางการของบีเอ็นพี พารีบาส์ เวลธ์ แมเนจเมนท์
ก่อนหน้านี้มุมมองของบีเอ็นพี พารีบาส์ต่อการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในเดือนธันวาคมก็เคยแตกต่างกันระหว่างรายงาน 1 ครั้งและ 3 ครั้งมาแล้ว สะท้อนว่าแม้อยู่ในกลุ่มการเงินเดียวกัน แต่ทีมวิเคราะห์แต่ละส่วนยังมองทิศทางดอกเบี้ยต่างกัน
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) เดือนกันยายนนี้จะจัดขึ้นวันที่ 15-16 (เวลาท้องถิ่น) โดยผลการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยและการแถลงข่าวมีกำหนดในวันที่ 16 ตามตารางการประชุมอย่างเป็นทางการของเฟด ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ตลาดจะได้เปรียบเทียบความน่าจะเป็นที่คาดไว้กับการตัดสินใจจริง
สำนักข่าวเอพี (AP) รายงานว่า หลังตัวเลขการจ้างงานเดือนสิงหาคมของสหรัฐฯ ประกาศออกมา ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนตามเครื่องมือ CME FedWatch ปรับขึ้นจาก 49.4% เป็น 60.4%
อย่างไรก็ตาม ความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งใดครั้งหนึ่งกับมุมมองที่ว่าจะขึ้น 3 ครั้งภายในสิ้นปีเป็นข้อมูลคนละชุดกัน ตัวแรกคือความน่าจะเป็นระยะสั้นที่สะท้อนอยู่ในราคาตลาด ส่วนตัวหลังคือการวิเคราะห์ทิศทางดอกเบี้ยในระยะยาวกว่า
ในโซเชียลมีเดียและชุมชนตลาดคาดการณ์ (prediction market) ก็มีความเห็นแตกต่างกันเรื่องโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนเช่นกัน บางโพสต์ระบุความน่าจะเป็นตามข้อมูลของ CME ที่ 59.5% และตามแพลตฟอร์มคัลชี (Kalshi) ที่ 51% ซึ่งตัวเลขอาจแตกต่างกันไปตามแพลตฟอร์มและช่วงเวลาที่วัด
หากทิศทางดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ตลาดอาจปรับมุมมองต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นตามไปด้วย ส่วนผลกระทบต่อสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยอย่างบิตคอยน์(BTC) ยังต้องติดตามควบคู่กับผลการตัดสินใจดอกเบี้ยจริงและอุปสงค์-อุปทานในตลาด
หากเฟดเลือกคงดอกเบี้ยหรือลดทอนสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต ความคาดหวังที่ตลาดสะท้อนไว้ก่อนหน้านี้ก็อาจถูกปรับกลับ ในทางตรงข้าม หากสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยชัดเจนขึ้น เส้นทางดอกเบี้ยที่ตลาดคาดไว้ถึงสิ้นปีก็อาจถูกปรับเปลี่ยนอีกครั้ง
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ เอกสารที่บีเอ็นพี พารีบาส์เผยแพร่ภายในกลุ่มมีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม และความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนของตลาดปรับสูงขึ้น ส่วนผลการตัดสินใจจริงของ FOMC เดือนกันยายนและสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมช่วงปลายปีของเฟดจะเป็นขั้นตอนต่อไปที่ต้องติดตามยืนยัน
ความคิดเห็น 0