เอเอ็มดี(AMD) แซงหน้าควอลคอมม์(QCOM) ขึ้นเป็นบริษัทออกแบบเซมิคอนดักเตอร์แบบปลาสเลส(Fabless) อันดับ 3 ของโลก หลังความต้องการซีพียูพุ่งขึ้นตามการขยายตัวของแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์(AI) ขณะที่ควอลคอมม์ได้รับผลกระทบจากธุรกิจสมาร์ทโฟนที่ซบเซา
เมื่อวันที่ 11 (เวลาท้องถิ่น) TrendForce รายงานว่า รายได้รวมของ 10 บริษัทปลาสเลสรายใหญ่ที่สุดของโลกในไตรมาส 2 ปี 2026 ทะลุ 1.4145 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 189.9 ล้านล้านวอน) เพิ่มขึ้น 73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
รายได้ของเอเอ็มดี(AMD) ในไตรมาส 2 อยู่ที่กว่า 1.153 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 15.4808 ล้านล้านวอน) โดย TrendForce วิเคราะห์ว่าการขยายตัวของแอปพลิเคชัน 'เอเจนติก AI'(Agentic AI) ทำให้บทบาทของซีพียูกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง และเป็นปัจจัยหนุนให้อันดับของเอเอ็มดี(AMD) ขยับสูงขึ้น
ปลาสเลสคือกลุ่มบริษัทที่มุ่งเน้นการออกแบบและพัฒนาชิป โดยว่าจ้างโรงงานภายนอกให้ผลิตแทน การจัดอันดับครั้งนี้ใช้เกณฑ์รายได้จากธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์แบบปลาสเลสเป็นหลัก ไม่ได้อ้างอิงจากมูลค่าตลาดของบริษัท
เอ็นวิเดีย(NVDA) ยังคงครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง โดยรายได้ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 99% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ประมาณ 9.116 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 122.4 ล้านล้านวอน) คิดเป็นสัดส่วนราว 64% ของรายได้รวม 10 บริษัทปลาสเลสอันดับต้น
ความต้องการที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ GPU เท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ซีพียู ชิปออกแบบเฉพาะทาง(ASIC) และชิปเชื่อมต่อความเร็วสูง TrendForce ระบุว่าการขยายตัวของความต้องการในลักษณะนี้เป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของบริษัทปลาสเลสรายใหญ่เติบโตขึ้น
ในทางกลับกัน ควอลคอมม์(QCOM) ร่วงลงมาอยู่อันดับ 4 จากธุรกิจสมาร์ทโฟนที่อ่อนแรง แม้ธุรกิจยานยนต์ของบริษัทจะยังเติบโตต่อเนื่องและช่วยพยุงผลกระทบจากธุรกิจสมาร์ทโฟนได้บางส่วน
การเปลี่ยนแปลงอันดับครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการชิป AI กำลังกระจายตัวจาก GPU ไปสู่ซีพียู ชิปออกแบบเฉพาะทาง และชิ้นส่วนเครือข่ายมากขึ้น ทั้งนี้ อันดับของแต่ละบริษัทอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามรายได้รายไตรมาสและความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มธุรกิจ
ความคิดเห็น 0