ผู้บริหารระดับสูงของ ‘วิวัลดี(Vivaldi)’ เบราว์เซอร์สัญชาติยุโรป ออกมาย้ำอีกครั้งว่าคริปโตเคอร์เรนซี ‘ควรถูกแบน’ ตั้งแต่แรก พร้อมกล่าวหาว่าบริษัทคริปโตใช้เงินทุนมหาศาลเข้าไปมีอิทธิพลต่อแวดวงการเมือง
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) สำนักข่าว U.Today รายงานว่า จอน วอน เท็ตช์เนอร์(Jon von Tetzchner) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของวิวัลดี โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อเร็ว ๆ นี้ ระบุว่า ‘หากไม่มีการกำกับดูแลที่เพียงพอ ผลลัพธ์ที่ตามมาย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้’ พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการแบนคริปโต ทั้งนี้ ยังไม่สามารถตรวจสอบโพสต์ต้นฉบับได้โดยตรงผ่านการค้นหาสาธารณะ
นอกจากนี้ เท็ตช์เนอร์ยังหยิบยกประเด็นการเก็บ ‘ข้อมูลผู้ใช้’ ผ่านโฆษณาและอัลกอริทึมแนะนำเนื้อหาขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ด้วย โดยชี้ว่าเทคโนโลยีที่ไม่ถูกกำกับดูแลอาจส่งผลกระทบต่อสังคมและระบอบประชาธิปไตยได้
เขายังตั้งคำถามต่อกรณีที่บริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลายแห่งเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลตัวเองเช่นกัน สะท้อนมุมมองที่ว่าไม่ใช่แค่คริปโต แต่รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์และบริษัท AI ทั้งหมดควรถูกควบคุมอิทธิพลด้วย
คำวิจารณ์ครั้งนี้เป็นความต่อเนื่องจากจุดยืนต่อต้านคริปโตที่เท็ตช์เนอร์ยึดถือมาโดยตลอด โดยโปรไฟล์ทางการของวิวัลดีระบุว่าเขาดำรงตำแหน่งผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท
ย้อนกลับไปในปี 2022 เท็ตช์เนอร์เคยวิจารณ์ ‘ความผันผวนสูง’ ของคริปโตและปริมาณการใช้พลังงานในการขุด บิตคอยน์(BTC) มาแล้ว พร้อมประกาศจุดยืนไม่นำฟีเจอร์กระเป๋าเงินคริปโตมาใส่ในเบราว์เซอร์วิวัลดี
เขายังเคยเปรียบคริปโตว่าเป็น ‘โครงสร้างพีระมิดที่แฝงตัวมาในรูปของสกุลเงิน’ ซึ่งสะท้อนว่าคำวิจารณ์ของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความผันผวนของราคาหรือการใช้พลังงาน แต่รวมถึงโครงสร้างของคริปโตเองด้วย
ท่าทีส่วนตัวของเท็ตช์เนอร์กลับสวนทางกับทิศทางธุรกิจของ ‘โอเปร่า(OPRA)’ บริษัทเบราว์เซอร์ที่เขาร่วมก่อตั้งเช่นกัน เพราะโอเปร่าเดินหน้านำฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับคริปโตมาใส่ในเบราว์เซอร์ และขยายจุดเชื่อมต่อกับระบบนิเวศเว็บ 3 มาอย่างต่อเนื่อง
โอเปร่าเริ่มนำ ‘กระเป๋าเงินคริปโตแบบฝังในตัว’ มาใส่ในเบราว์เซอร์เวอร์ชันแอนดรอยด์ตั้งแต่ปี 2018 พร้อมรองรับแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์บนเครือข่าย อีเธอเรียม(ETH) ด้วย
ฟีเจอร์กระเป๋าเงินแบบฝังในตัวช่วยให้ผู้ใช้จัดการสินทรัพย์ดิจิทัลได้จากในเบราว์เซอร์โดยตรง โดยไม่ต้องติดตั้งส่วนขยายหรือโปรแกรมกระเป๋าเงินแยกต่างหาก
หลังจากนั้น โอเปร่าได้ขยายฟีเจอร์กระเป๋าเงินไปยังเบราว์เซอร์เวอร์ชันเดสก์ท็อป และยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ที่มองว่าคริปโตและเว็บ 3 เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต ล่าสุดในปี 2024 บริษัทประกาศรวมฟีเจอร์ทดลองจากเบราว์เซอร์คริปโตรุ่นแยกเข้ากับเบราว์เซอร์หลักทั้งเดสก์ท็อปและมือถือ สะท้อนภาพที่คำวิจารณ์ส่วนตัวของผู้ก่อตั้งกับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเดินไปคนละทิศทาง
อย่างไรก็ตาม คำกล่าวของเท็ตช์เนอร์ครั้งนี้ยังเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่มาตรการกำกับดูแลหรือประกาศนโยบายใหม่แต่อย่างใด และยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อตลาดหรือปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการจากแวดวงคริปโตในทันที
ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาครั้งนี้ขยายวงกว้างออกไปเกินกว่าเรื่องเทคโนโลยีคริปโต ครอบคลุมทั้งอิทธิพลทางการเมือง การคุ้มครองผู้บริโภค การใช้พลังงาน และการใช้ข้อมูลผู้ใช้ของแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งนี้ ยังต้องติดตามต่อไปว่าคำวิจารณ์ของเท็ตช์เนอร์จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายหรือนโยบายจริงหรือไม่
ความคิดเห็น 0