รัฐบาลภูฏานเทขายบิตคอยน์(BTC) 367 เหรียญออกจากพอร์ตการลงทุนของตนเองเมื่อไม่นานมานี้ ส่งผลให้แรงกดดันทางการเงินต่ออุตสาหกรรมเหมืองคริปโตยิ่งทวีความชัดเจนขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ โครงการ ‘บิตคอยน์ ไฮเปอร์(Bitcoin Hyper)’ กลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุนสายเทคโนโลยีและการเงินที่กำลังมองหาความได้เปรียบในการแข่งขันจากระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่แก้จุดอ่อนของบล็อกเชนชั้นต้น(Layer 1)
รายงานระบุว่า บริษัทลงทุนแห่งชาติเขตภูฏาน Druk Holdings & Investments (DHI) ทำการโอนเหรียญ 367 BTC หรือราว 537 ล้านบาท ไปยังกระดานเทรดไบแนนซ์(Binance) การขายครั้งนี้แม้ดูไม่มากในเชิงปริมาณ แต่สื่อถึงแรงกดดันของหน่วยงานภาครัฐเองที่ต้องนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาแปลงเป็นเงินสด เมื่อบวกกับค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการเหมืองที่พุ่งขึ้นและระดับ ‘แฮชเรต’ ที่ยังคงสูงอยู่ เหตุการณ์นี้จึงอาจส่งผลลบต่อราคา *บิตคอยน์* ในระยะสั้น
ในขณะที่ *บิตคอยน์* แบบดั้งเดิมยังเผชิญโจทย์ ‘ช้า แพง และขยายยาก’ โครงการ Layer2 อย่าง *บิตคอยน์ ไฮเปอร์(HYPER)* ก็เริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น ไฮเปอร์พัฒนาจากโครงสร้างของ *โซลานา(SOL)* โดยใช้โซลานาเวอร์ชวลแมชชีน(Solana Virtual Machine: SVM) ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วในการประมวลผลให้ใกล้เคียงกับเครือข่ายอื่นอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ยังคงใช้ระบบรักษาความปลอดภัยของ *บิตคอยน์* เป็นแกนหลัก
นักพัฒนาสามารถใช้ภาษา Rust ในการสร้างแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นดีไฟน์(DeFi), ตลาด NFT หรือแอปพลิเคชันเกม พร้อมทั้งมีระบบ ‘Canonical Bridge’ ที่เปิดให้สามารถโอนและใช้งาน *บิตคอยน์* ได้ในเครือข่ายของ *ไฮเปอร์* อย่างอิสระ นี่จึงเป็นการเปลี่ยน *บิตคอยน์* จากสินทรัพย์ที่อยู่นิ่งให้กลายเป็น ‘สินทรัพย์ที่สร้างรายได้’ ได้จริง *ความคิดเห็น*: โหมดการดำเนินงานที่แยกระหว่าง Layer1 สำหรับความปลอดภัย และ Layer2 สำหรับการประมวลผล ยังช่วยเพิ่มความสมดุลระหว่างความปลอดภัยและความเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความคาดหวังต่อตัว *ไฮเปอร์* ยังสะท้อนผ่านการระดมทุน โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้มีรายงานว่าการขายล่วงหน้า(Pre-sale) ของ *HYPER* สามารถระดมทุนได้มากกว่า 31 ล้านดอลลาร์ หรือราว 455 ล้านบาท โดยกำหนด ‘ระยะล็อก’ หรือ Vesting ของเหรียญเป็นเวลา 7 วัน เพื่อยับยั้งพฤติกรรมขายทำกำไรในระยะสั้น
ตามข้อมูลจาก Etherscan ยังมีการตรวจพบว่า ‘กระเป๋าเงินวาฬ’ แห่งหนึ่งได้ทำการซื้อ *HYPER* มูลค่า 500,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 7.3 ล้านบาท ในการทำธุรกรรมเพียงครั้งเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า *นักลงทุนรายใหญ่* และสถาบันการเงินเริ่มเข้ามามีบทบาท สวนทางกับนักลงทุนรายย่อยที่มักใช้การลงทุนแบบแบ่งไม้
ปัจจุบันราคา *HYPER* ขายล่วงหน้าอยู่ที่ 0.0136751 ดอลลาร์ หรือราว 20 สตางค์ พร้อมให้ผลตอบแทนแบบสเตกกิ้ง(APY) ถึง 68% ต่อปี นักวิเคราะห์ในวงการคาดว่า เหรียญมีโอกาสแตะ 0.32 ดอลลาร์ หรือราว 470 สตางค์ ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนระยะต้นมีโอกาสทำกำไรสูงถึง 22 เท่า
เมื่อประเมินสถานการณ์ในวงกว้าง การที่หน่วยงานระดับประเทศเริ่มทยอยขาย *บิตคอยน์* อาจสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของรายได้จากเหมือง อย่างไรก็ตาม *เงินทุนที่ชาญฉลาด(Smart Money)* กำลังย้ายไปยังโปรเจกต์ที่ให้ผลตอบแทนชัดเจนและมีความเสี่ยงน้อยกว่า อย่างเช่น *บิตคอยน์ ไฮเปอร์* ที่ใช้โมเดลโครงสร้างแบบ ‘แบ่งแยกหน้าที่’ โดยใช้ *บิตคอยน์* เป็นชั้นความปลอดภัยและการชำระเงินหลัก แต่ดึงเอาพลังของ *โซลานาเวอร์ชวลแมชชีน* ในการประมวลผลทรานแซกชันและการใช้งาน
*ความคิดเห็น*: โมเดลแบบ ‘โมดูลาร์’ เช่นนี้มีแนวโน้มเพิ่มศักยภาพในการขยายตัวของเครือข่าย และอาจปูทางให้ฟีเจอร์หลักของระบบนิเวศ *บิตคอยน์* ถูกถ่ายทอดไปยังแพลตฟอร์มที่สามารถใช้งานได้จริงมากยิ่งขึ้นในอนาคต
ความคิดเห็น 0