โทเคน EDGE ของแพลตฟอร์มเทรดแบบกระจายศูนย์ ‘edgeX’ ร่วงหนักกว่า 45% ภายในวันเดียว จุดชนวนศึก ‘ตลาดผันผวนเพราะปั่นราคา’ หรือ ‘โครงสร้างโทเคนมีปัญหา’ ระหว่างทีมพัฒนาและนักสืบออนเชนชื่อดังอย่าง แซกซ์เอ็กซ์บีที(ZachXBT)
จากข้อมูลของ CoinMarketCap ราคา EDGE เมื่อวันอังคารเคยอยู่แถว 1.20 ดอลลาร์ ก่อนร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดราว 0.3663 ดอลลาร์ ทำให้ช่วงสั้นๆ ราคาทรุดมากถึงราว 70% ปัจจุบันดีดกลับมาอยู่แถว 0.6474 ดอลลาร์ แต่ก็ยังต่ำกว่าวันก่อนหน้าประมาณ 45% โดยทีมงาน edgeX ระบุผ่าน X ว่าพบ ‘ความเคลื่อนไหวของราคาแบบผิดปกติและเฉียบพลัน’ และกำลังเร่งตรวจสอบสาเหตุ
ฝั่งโปรเจ็กต์ออกแถลงยืนยันว่าแพลตฟอร์มไม่ได้ถูกแฮ็ก พร้อมชี้นิ้วไปที่ ‘กลุ่มภายนอก’ ว่ามีพฤติกรรมพยายามเขย่าราคา EDGE อย่างจงใจ โดยมองว่าเป็นปัญหาด้าน ‘ความสุจริตของตลาด’ หรือ ‘market integrity’ อย่างไรก็ตาม ‘ZachXBT’ โต้ต่างมุม มองว่าโครงสร้าง ‘อุปทานและการกระจายโทเคน’ ที่ถูกควบคุมโดยคนวงในเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาเปราะบางมากกว่า
‘ความคิดเห็น’ ZachXBT ระบุว่า โทเคน EDGE ส่วนใหญ่ยังถูกถือโดยกลุ่มภายใน ทำให้โทเคนที่หมุนเวียนในตลาดจริงมีไม่มาก เมื่อลงทุนในสภาพที่ ‘ยูทิลิตี้ยังไม่ชัด, ยูทิลิตี้ต่ำ และกระจายตัวแคบ’ ความเสี่ยงที่ราคาจะเหวี่ยงแรงจากคำสั่งซื้อขายขนาดไม่ใหญ่มากจะยิ่งสูง เขายังเรียกร้องให้ทีม edgeX เปิดเผยข้อมูลสัญญากับผู้ทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) และรายละเอียดของคู่เทรดที่เกี่ยวข้องในช่วงที่เกิดความผันผวน เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้
ปัจจุบัน EDGE มีอุปทานหมุนเวียนราว 350 ล้านโทเคน จากจำนวนโทเคนทั้งหมดที่กำหนดไว้ 1,000 ล้านโทเคน หมายความว่ามีโทเคนเพียงประมาณ 35% ที่หมุนอยู่ในตลาด การที่ ‘โทเคนหมุนเวียนต่ำ’ มักทำให้หนังสือคำสั่งซื้อขาย (Order Book) บาง เมื่อนักลงทุนรายใหญ่หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งส่งคำสั่งขายหรือซื้อก้อนใหญ่ ราคาสามารถถูกดันขึ้นหรือลงอย่างรุนแรงได้ โดยเฉพาะกับโทเคนที่ ‘ช่องว่างระหว่างราคาเสนอซื้อ-เสนอขายกว้าง’ หรือมีปริมาณคำสั่งบางในระยะสั้น ยิ่งทำให้เกิดการขึ้นลงฉับพลันได้ง่าย
ด้าน edgeX เองถือว่าเป็นดีฟาย(DeFi) โปรโตคอลที่มีปริมาณเทรด 24 ชั่วโมงอยู่ในระดับท็อป 16 ของตลาด แต่หากดูตัวเลข ‘มูลค่าทรัพย์สินที่ถูกล็อกไว้ทั้งหมด’ (TVL) จะอยู่แถว 137 ล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับระดับปริมาณเทรด ความต่างนี้สะท้อนภาพ ‘สภาพคล่องโดยรวมไม่ได้หนา’ ขณะเดียวกัน ภาพใหญ่ของตลาดยังเผชิญภาวะที่ ‘วอลุ่มบนหลายเชนเริ่มผ่านจุดพีกและชะลอตัว’ ส่งผลให้สภาพคล่องรวมฝั่งดีฟายบางลงกว่าช่วงกระแสแรง
เมื่อกระแสเก็งกำไรในดีฟายเย็นลง สภาพคล่องที่เคยรองรับคลื่นซื้อขายก็หายไปบางส่วน ทำให้ตลาดอยู่ในสภาวะที่ ‘แรงเทขายหรือเทซื้อขนาดปานกลางก็สามารถเหวี่ยงราคาได้แรงเกินเหตุ’ นักลงทุนบางส่วนมองว่า นี่กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปั่นราคาและการโจมตีเชิงกลยุทธ์มากขึ้น โดยเฉพาะในโทเคนที่เพิ่งเปิดตัวหรือมีฐานผู้ถือจริงยังจำกัด
กรณี EDGE จึงไม่ได้เป็นเพียงแรงเทขายชั่วคราว แต่กลายเป็น ‘บททดสอบความโปร่งใส’ ของโปรเจ็กต์ในมิติที่ลึกกว่า ทั้งเรื่อง ‘โครงสร้างการกระจายโทเคน’ สัญญากับผู้ดูแลสภาพคล่อง และขอบเขตการควบคุมของกลุ่มภายใน ‘ความคิดเห็น’ หลายฝ่ายมองว่าถ้า edgeX สามารถเปิดข้อมูลดังกล่าวได้อย่างโปร่งใส จะช่วยคลายข้อกังขาเรื่องการควบคุมราคา พร้อมส่งสัญญาณว่าโปรเจ็กต์พร้อมรับการตรวจสอบจากสาธารณะ
ในมุมกว้าง เหตุการณ์นี้ถูกมองเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการถือโทเคนหมุนเวียนน้อย ‘ลดทอนเกราะป้องกันด้านราคา’ ของโทเคนดีฟายอย่างไร โดยเฉพาะในภาวะที่ปริมาณซื้อขายรวมของตลาดลดลง นักลงทุนจึงเริ่มหันกลับมาตรวจสอบโครงสร้างการกระจายโทเคนและเงื่อนไขการล็อกโทเคนของโปรเจ็กต์ต่างๆ อย่างละเอียดมากขึ้น ก่อนตัดสินใจเข้าลงทุนในโทเคนที่อาจถูกแรงภายในหรือแรงภายนอกเขย่าได้ง่ายเหมือนกรณีของ EDGE และ edgeX ในครั้งนี้
ความคิดเห็น 0