กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ‘IMF’ ออกมาเตือนว่าตลาดคริปโตของบราซิล โดยเฉพาะ ‘สเตเบิลคอยน์’ ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2017 และจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น เนื่องจากการไหลของเงินทุนข้ามพรมแดนเพิ่มสูงขึ้น และมีความอ่อนไหวต่อ ‘ช็อกทางเศรษฐกิจโลก’ มากกว่ากระแสเงินทุนแบบดั้งเดิม
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) IMF เผยแพร่รายงานประเมินเสถียรภาพระบบการเงิน (Financial Sector Stability Assessment: FSSA) ระบุว่า ‘สเตเบิลคอยน์’ เป็นหัวใจสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของตลาดคริปโตในบราซิล รายงานชี้ว่า การไหลเวียนของคริปโตข้ามพรมแดน “เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” และการเข้าซื้อสเตเบิลคอยน์มีความไวต่อ ‘แรงสั่นสะเทือนจากต่างประเทศ’ มากกว่าการลงทุนแบบดั้งเดิมอย่างพอร์ตโฟลิโอลงทุนหรือการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ถึงราว 2–3 เท่า
IMF ยังมองว่ากฎเกณฑ์ด้านคริปโตของธนาคารกลางบราซิล(BCB) แม้จะมีการเริ่มปรับปรุงแล้ว แต่ยังมีช่องโหว่อีกมาก โดยเฉพาะเรื่อง ‘การคุ้มครองทรัพย์สินลูกค้า’ กฎเกณฑ์การออกสเตเบิลคอยน์ และมาตรฐานด้านการป้องกันการฟอกเงิน (AML) พร้อมทั้งการป้องกันการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (CFT) รายงานระบุด้วยว่าตลาดคริปโตของบราซิลมี “ขนาดใหญ่ เติบโตเร็ว และเชื่อมโยงกับระบบการเงินดั้งเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ”
ด้านธนาคารกลางบราซิลได้ออกมติที่ 561 เมื่อเดือนเมษายน ปรับข้อบังคับผู้ให้บริการ ‘อิเล็กทรอนิกส์ฟอเร็กซ์(eFX)’ และสั่ง ‘ห้าม’ ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในบางบริการชำระเงินและโอนเงินระหว่างประเทศ ภายใต้กฎใหม่ การชำระเงินและรับเงินระหว่างผู้ให้บริการ eFX กับคู่ค้าต่างประเทศ ต้องทำผ่านธุรกรรมเงินตราต่างประเทศโดยตรง หรือผ่านบัญชีเงินตราเรอัลของบราซิลที่ถือโดยผู้ไม่ได้พำนัก (non-resident real account) แทนการใช้คริปโต
คำเตือนของ IMF ครั้งนี้ สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่อ ‘สเตเบิลคอยน์’ ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ โดยเฉพาะผลกระทบต่อการควบคุมเงินทุนและเสถียรภาพทางการเงิน ยิ่งในภาวะที่ค่าเงินแข็งอ่อนผันผวน และความต้องการถือสินทรัพย์ที่ผูกกับดอลลาร์เพิ่มสูงขึ้น ก็ยิ่งทำให้กระแสเงินทุนผ่านตลาดคริปโตไหลข้ามพรมแดนมากขึ้น และขยาย ‘ช่องว่างด้านกฎระเบียบ’ ที่หน่วยงานกำกับทั่วโลกต้องเร่งอุดให้ทัน
ความคิดเห็น 0