สภาคองเกรสสหรัฐกำลังผลักดันร่างกฎหมายให้ธุรกรรมคริปโตอยู่ภายใต้กฎ ‘วอชเซล’ แบบเดียวกับหุ้น เพื่อปิดช่องว่างการหักลดหย่อนภาษีจากการขายขาดทุน โดยกระทรวงการคลังสหรัฐเคยประเมินว่าหากขยายกฎนี้ไปยังสินทรัพย์ดิจิทัล รัฐอาจจัดเก็บรายได้เพิ่มได้ราว 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ(ประมาณ 33 ล้านล้านวอน) ในช่วง 10 ปี
CNBC รายงานว่า จอดี แอร์ริงตัน(Jodey Arrington) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ได้เสนอร่างกฎหมาย ‘การบังคับใช้กฎต่อต้านการใช้ช่องโหว่ภาษีเดิมกับสินทรัพย์ดิจิทัล’ โดยมีสาระสำคัญคือให้คริปโตอย่างบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) ถูกนับรวมอยู่ในขอบเขตกฎวอชเซล
ภายใต้กฎปัจจุบัน นักลงทุนในหลักทรัพย์ เช่น หุ้น จะไม่สามารถนำผลขาดทุนจากการขายมาหักภาษีกำไรจากทุนได้ หากซื้อสินทรัพย์เดิมหรือสินทรัพย์ที่ ‘คล้ายกันอย่างมีสาระสำคัญ’ กลับเข้าพอร์ตภายใน 30 วันก่อนหรือหลังวันที่ขายขาดทุน แต่คริปโตถูกจัดเป็น ‘ทรัพย์สิน’ ตามกฎหมายภาษี จึงยังไม่ถูกจำกัดในลักษณะเดียวกัน
ช่องว่างนี้ทำให้นักลงทุนคริปโตบางส่วนสามารถขายสินทรัพย์เพื่อบันทึกผลขาดทุนทางภาษี แล้วซื้อกลับทันทีเพื่อรักษาสถานะการลงทุนเดิมไว้ได้ ประเด็นดังกล่าวถูกวิจารณ์ว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากความแตกต่างระหว่างการจัดประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลกับหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม
หากร่างกฎหมายผ่าน นักลงทุนที่ขายขาดทุนบิตคอยน์(BTC), อีเธอเรียม(ETH) หรือสินทรัพย์คริปโตที่เหมือนหรือ ‘คล้ายกันอย่างมีสาระสำคัญ’ แล้วซื้อกลับภายในกรอบ 30 วัน อาจถูกจำกัดสิทธิในการนำผลขาดทุนดังกล่าวไปหักภาษี อย่างไรก็ดี ร่างกฎหมายไม่ได้ห้ามหรือจำกัดการซื้อขายคริปโตโดยตรง แต่ขยายข้อจำกัดด้านภาษีไปยังสินทรัพย์ดิจิทัล
ขณะเดียวกัน นักลงทุนบางส่วนที่ถือคริปโตผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นหลักทรัพย์ เช่น กองทุน ETF บิตคอยน์ ได้อยู่ภายใต้กฎวอชเซลอยู่แล้ว ทำให้ตลาดจับตาว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะเดินหน้าในสภาคองเกรสได้มากน้อยเพียงใด และจะเปลี่ยนกลยุทธ์ภาษีของนักลงทุนคริปโตในสหรัฐอย่างไร
ความคิดเห็น 0