เอ이브(AAVE) เดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เตรียม ‘ปิดตลาด’ บนเชนที่ทำรายได้ต่ำ หลังรายได้ต่อไตรมาสต่ำกว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบ แม้เงินฝากรวมจากเครือข่ายเหล่านี้จะไม่ถึง 1% ของโปรโตคอลทั้งหมด แต่ทีมมองว่าควรเร่งจัดระเบียบเพื่อลดภาระและความเสี่ยงระยะยาวของโปรโตคอล
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ตามข้อเสนอการกำกับดูแล(Governance) ล่าสุดของเอ이브 ชุมชนกำลังพิจารณายุติการให้บริการบนบล็อกเชนทั้งหมด 6 เครือข่าย ได้แก่ โซนิก(Sonic), สครอล(Scroll), zkSync, เมติส(Metis), โซเนียม(Sonium) และ แอปทอส(APT) พร้อมกันนี้ ยังมีการเสนอ ‘เคลียร์พอร์ต’ ตลาดสินทรัพย์ที่มีการใช้งานต่ำใน 11 สภาพแวดล้อมการปรับใช้ รวมถึงโทเคน ‘ต้นเงินต้น’ ของเพนเดิล(Pendle) ที่หมดอายุแล้วอีก 21 รายการเข้าเป็นรายการจัดระเบียบเช่นกัน
เหตุผลหลักคือ ‘เศรษฐศาสตร์ของโปรโตคอล’ ที่เริ่มไม่สมเหตุสมผล เชนกลุ่มนี้ทำรายได้ต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์ต่อไตรมาส หรือราว 7.13 แสนบาท ขณะที่เมติส, โซเนียม และแอปทอสมีรายได้ไม่ถึง 1,000 ดอลลาร์ต่อไตรมาส (ราว 1.42 แสนบาท) เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ต้องใช้ในการดูแล *ราคาออราเคิล*, ระบบชำระบัญชี (liquidation), โครงสร้างมอนิเตอร์ความเสี่ยง และงานปฏิบัติการอื่น ๆ ทำให้โปรโตคอลอยู่ในสภาพ ‘ขาดทุนทางโครงสร้าง’ บนเครือข่ายเหล่านี้
หากเทียบกับเครือข่ายหลักอย่าง ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ช่องว่างรายได้ยิ่งเด่นชัด อีเธอเรียมเมนเน็ตสร้างรายได้ปีละประมาณ 142 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,026 ล้านบาท) ขณะที่ เบส(Base) ทำรายได้ราว 4.7 ล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 67 ล้านบาท) แต่เมติสกลับทำเงินได้เพียงราว 3,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 4.28 แสนบาท) เท่านั้น
ฝั่งเงินฝาก (TVL) บนเชนที่เตรียมจะยุติการให้บริการก็หดตัวแรงในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โซเนียมลดลง 95%, แอปทอส 94%, zkSync 88%, สครอล 86%, เมติส 79% และโซนิก 74% แม้โซนิกจะเคยเป็นเชนที่มีมูลค่าเงินฝากสูงสุดในกลุ่ม แต่ตอนนี้ TVL ยังไม่ถึง 8 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 114 ล้านบาท) แล้ว
เมื่อรวมกัน เงินฝากทั้งหมดบน 6 เชนอยู่ที่ราว 13 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 185 ล้านบาท) คิดเป็นไม่ถึง 1% ของ TVL รวมทั้งระบบของเอ이브ที่อยู่ราว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.9968 หมื่นล้านบาท) ตัวเลขนี้ทำให้ฝั่งทีมพัฒนามองว่า การแบกรับต้นทุนดูแลโครงสร้างและความเสี่ยงเพิ่มเพื่อเครือข่ายกลุ่มนี้ ‘ไม่คุ้มทุน’ อีกต่อไป
โครงสร้างรายได้ของเอ이브เองก็ยิ่งตอกย้ำภาพดังกล่าว ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ดอกเบี้ยที่ผู้กู้จ่ายเข้าระบบรวมกันราว 888 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.2667 หมื่นล้านบาท) แต่ส่วนใหญ่ถูกส่งกลับไปยังผู้ให้สภาพคล่อง (LP) เอ이브ในฐานะโปรโตคอลเก็บไว้ได้ราว 117 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.668 พันล้านบาท) หรือราว 13% ของดอกเบี้ยทั้งหมดเท่านั้น
ในโครงสร้างแบบนี้ เชนที่ทำรายได้เพียง 5,000 ดอลลาร์ต่อไตรมาส จะเหลือเม็ดเงินให้โปรโตคอลเพียงหลัก ‘ไม่กี่ร้อยดอลลาร์’ หลังหักส่วนแบ่งให้ผู้ให้สภาพคล่องแล้ว ในกรณีของเมติส ถึงขั้นมีผู้ใช้งานบางส่วนประเมินว่า รายได้ที่เอ이브เก็บได้ต่อไตรมาส ‘แทบเท่าราคาอาหารหนึ่งมื้อ’ ในชีวิตประจำวันเท่านั้น
ภาพรวมผลประกอบการของโปรโตคอลก็เริ่มชะลอตัว รายได้รวมไตรมาส 1 อยู่ที่ประมาณ 198 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.824 พันล้านบาท) ก่อนจะลดลงเหลือราว 156 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.224 พันล้านบาท) ในไตรมาส 2 หดตัวราว 20% โดยเฉพาะรายได้จาก ‘ค่าธรรมเนียมชำระบัญชี’ ที่เคยสูงถึง 27 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ปัจจุบันลดลงมาเหลือต่ำกว่า 2 แสนดอลลาร์แล้ว
แผน ‘ถอนตัว’ บน 6 เชนไม่ได้ใช้วิธี ‘บังคับชำระบัญชี’ ตัดขาดผู้ใช้งานทันที แต่จะใช้มาตรการแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากระงับการฝากใหม่ การกู้ใหม่ และการใช้สินทรัพย์เหล่านั้นเป็นหลักประกัน จากนั้นลดเพดานการฝากและการกู้ พร้อมตั้งอัตราดอกเบี้ยกู้พื้นฐานที่ 5% รายได้ดอกเบี้ย 99% บนเชนกลุ่มนี้จะถูกส่งตรงเข้าคลังของเอ이브 โดยตั้งใจให้ผู้ใช้งานทยอยปิดสถานะและย้ายออก ‘ด้วยตัวเอง’ อย่างเป็นธรรมชาติ
การเคลื่อนไหวนี้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของเอ이브ก่อนหน้า ก่อนหน้านี้ทีมเคยระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า zkSync, เมติส และโซเนียม ยังขาด ‘product-market fit’ หรือ *ความสอดคล้องระหว่างสินค้าและตลาด* ที่ชัดเจน และได้ส่งสัญญาณเรื่องการถอนตัวไว้แล้ว อีกทั้งยังตั้ง ‘มาตรฐานใหม่’ ว่าเชนหรือสภาพแวดล้อมที่จะเปิดใช้งานในอนาคตควรสร้างรายได้อย่างน้อย 2 ล้านดอลลาร์ต่อปี (ราว 28 ล้านบาท) เพื่อให้คุ้มค่ากับการดูแล
ในมุมมองของเอ이브 มาตรการนี้ไม่ได้เป็นเพียง ‘การลดค่าใช้จ่าย’ แต่ถือเป็นยุทธศาสตร์ ‘ลดความเสี่ยง’ ของโปรโตคอลด้วย เชนที่ทำรายได้ต่ำจะไม่สามารถแบกรับต้นทุนด้านความปลอดภัย การตรวจสอบ และการปฏิบัติงานที่จำเป็นสำหรับโปรโตคอลขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว สถานะดังกล่าวอาจกลายเป็นจุดอ่อนของระบบหากปล่อยไว้นานเกินไป
‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์บางรายมองว่า การจัดระเบียบครั้งนี้สะท้อนการปรับโฟกัสใหม่ของโปรโตคอล DeFi รายใหญ่ จากยุค ‘ขยายหลายเชนให้ครอบจักรวาล’ ไปสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับ ‘รายได้ ความคุ้มค่า และความปลอดภัย’ มากขึ้น เมื่อผลตอบแทนจากการกระจายตัวบนเชนย่อย ๆ ไม่ครอบคลุมต้นทุนและความเสี่ยง โปรเจกต์ชั้นนำก็เริ่มหันมาใช้กลยุทธ์ ‘เลือกและโฟกัส’ แทนการเติบโตแบบปูพรม
ท้ายที่สุด การรีเซ็ตเชิงกลยุทธ์ของเอ이브(AAVE) ครั้งนี้อาจกลายเป็นสัญญาณให้โปรโตคอล DeFi อื่น ๆ ต้องทบทวนโมเดล ‘มัลติเชน’ ของตัวเอง ว่าจะเดินหน้ากระจายตัวต่อไป หรือหันมาโฟกัสเชนและตลาดที่สร้าง ‘กำไรจริง’ และใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
ความคิดเห็น 0