บีเอ็นวาย(BNY) เปิดตัวกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund หรือ MMF) ที่ผูกการบันทึกสิทธิ์หน่วยลงทุนเข้ากับบล็อกเชนอีเธอเรียม(ETH) และโซลานา(SOL) โดยกองทุนนี้มีชื่อทางการว่า 'BNY Dreyfus Onchain Liquidity Fund' ใช้สัญลักษณ์ซื้อขายว่า BLIXX
เมื่อวันที่ 4 (เวลาท้องถิ่น) Crypto Briefing รายงานว่า บิตโก(BitGo) และบีเอ็นวายร่วมกันเปิดตัวกองทุน MMF แบบดิจิทัลเนทีฟที่แสดงผลด้วยโทเคน BLIQUID โดยหนังสือชี้ชวนสรุปที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ระบุว่า BLIQUID ไม่ใช่ชื่อกองทุน แต่เป็น 'โทเคนบันทึกบัญชี' ที่เชื่อมโยงกับหน่วยลงทุนของกองทุน
กองทุนนี้มีเป้าหมายรักษาเงินต้นและสภาพคล่อง พร้อมแสวงหาผลตอบแทนปัจจุบัน โดยลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สัญญาซื้อคืนพันธบัตรแบบข้ามคืน (Overnight Repo) ที่มีหลักประกันเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือเงินสดเท่านั้น รวมถึงเงินสด
กองทุนนี้จัดอยู่ในประเภทกองทุนตลาดเงินภาครัฐ (Government MMF) ภายใต้ Rule 2a-7 ของกฎหมาย Investment Company Act ปี 1940 โดยมีเป้าหมายรักษามูลค่าหน่วยลงทุนให้คงที่ที่ 1 ดอลลาร์ต่อหน่วย ยอดเงินลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและเงินลงทุนเพิ่มเติมอยู่ที่ 3,000 ดอลลาร์เท่ากัน
การบันทึกสิทธิ์หน่วยลงทุนใช้ทั้งบล็อกเชนสาธารณะและระบบบัญชีแบบดั้งเดิมควบคู่กัน โดย BNY Mellon Transfer และ BNY Mellon Investment Servicing จะเป็นผู้ดูแลบันทึกความเป็นเจ้าของหน่วยลงทุนผ่านระบบกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ได้รับอนุญาต (Permissioned Wallet) บนเครือข่ายอีเธอเรียมและโซลานา
การโอนโทเคน BLIQUID จะส่งผลให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์หน่วยลงทุนตามบันทึกอย่างเป็นทางการ โดยข้อมูลบนบล็อกเชนถือเป็นบันทึกความเป็นเจ้าของอย่างเป็นทางการ ขณะที่ตัวแทนโอนหน่วยลงทุนจะเก็บสำเนานอกเครือข่าย (Off-chain) ไว้เปรียบเทียบอย่างน้อยวันละครั้ง
โครงสร้างนี้ทำให้โทเคนไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริมของสมุดบัญชีกองทุนแบบเดิม แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบบันทึกอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ กระเป๋าเงินที่ได้รับอนุญาตหมายถึงกระเป๋าเงินบล็อกเชนที่ผ่านการยืนยันตัวตนและกระบวนการตรวจสอบด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบจากตัวแทนโอนหน่วยลงทุนแล้ว
ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม 2025 บีเอ็นวายและโกลด์แมน แซคส์(Goldman Sachs) เคยเปิดตัวโซลูชันโทเคนไนซ์ที่สะท้อนหน่วยลงทุนกองทุน MMF มาแล้ว โดยมีแบล็คร็อค(BlackRock), BNY Investments Dreyfus, ฟิเดลิตี้(Fidelity) และโกลด์แมน แซคส์ แอสเซท แมเนจเมนท์ ร่วมเป็นพันธมิตรกลุ่มแรก ความแตกต่างของ BLIXX ครั้งนี้คือการเชื่อมโยงโทเคนเข้ากับบันทึกกรรมสิทธิ์หน่วยลงทุนอย่างเป็นทางการโดยตรง
ผลิตภัณฑ์ที่แสดงพันธบัตรระยะสั้นและกองทุน MMF บนบล็อกเชนกำลังขยายตัวเข้าสู่การบริหารเงินสดและหลักประกันของสถาบันการเงินมากขึ้น ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่ามูลค่าตลาดออนเชนของผลิตภัณฑ์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ผ่านการโทเคนไนซ์เพิ่มขึ้นแตะ 1.616 หมื่นล้านดอลลาร์
ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของบีเอ็นวายยังขยายตัวในฝั่งงานดูแลทรัพย์สินสถาบันด้วยเช่นกัน โดย TokenPost เคยรายงานว่าบีเอ็นวายเตรียมเพิ่มฟีเจอร์สเตกกิงสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับลูกค้าสถาบันเข้าสู่แพลตฟอร์มดูแลทรัพย์สิน ซึ่งบริการดังกล่าวจะเปิดให้บริการหลังผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล
ในการแถลงผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 บีเอ็นวายระบุว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน สินทรัพย์ภายใต้การดูแลและบริหาร (Assets under Custody and Administration) อยู่ที่ 62.6 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (Assets under Management) อยู่ที่ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ การที่สถาบันดูแลทรัพย์สินรายใหญ่เริ่มนำโครงสร้างบันทึกกองทุน MMF บนบล็อกเชนมาใช้ สะท้อนจุดบรรจบที่กว้างขึ้นระหว่างการเงินดั้งเดิมกับการโทเคนไนซ์สินทรัพย์จริง
หนังสือชี้ชวนระบุชัดเจนว่ากองทุนนี้ไม่ใช่บัญชีธนาคารหรือเงินฝาก และไม่ได้รับการค้ำประกันจากหน่วยงานคุ้มครองเงินฝากสหรัฐฯ (FDIC) หรือหน่วยงานรัฐบาลอื่นใด พร้อมระบุปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การถูกขโมยกุญแจส่วนตัว (Private Key) ข้อผิดพลาดของสมาร์ทคอนแทรกต์ ความล่าช้าของเครือข่ายบล็อกเชน เหตุการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และความเป็นไปได้ที่จะเกิดการไถ่ถอนจำนวนมากจากความผันผวนในการออกและไถ่ถอนสเตเบิลคอยน์
กองทุนนี้ไม่ได้ลงทุนในสเตเบิลคอยน์โดยตรง แต่หน่วยลงทุนถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลัง (Reserve Asset) สำหรับผู้ออกสเตเบิลคอยน์เพื่อการชำระเงิน อย่างไรก็ตาม บทบาทที่ชัดเจนของบิตโกยังไม่ปรากฏในหนังสือชี้ชวนฉบับเปิดเผยต่อสาธารณะ
ความคิดเห็น 0