สกุลเงินดิจิทัลสายความเป็นส่วนตัวอย่าง ‘แซดแคช(ZEC)’ กำลังขึ้นนำตลาดท่ามกลางภาวะซบเซาของบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) โดยมีสัญญาณ ‘การหลุดการเคลื่อนไหวตามกัน’ ในช่วงผลตอบแทนระยะสั้น ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘รอบหมุนเวียนอัลท์คอยน์’ รอบใหม่
ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แซดแคช(ZEC) พุ่งขึ้นราว 6% และหลังเที่ยงคืนตามเวลา UTC ยังปรับขึ้นต่ออีกราว 2% ขณะที่บิตคอยน์(BTC) ขยับขึ้นเพียง 0.6% และอีเธอเรียม(ETH) เพิ่มขึ้นเพียง 0.3% ในช่วงเวลาเดียวกัน ด้านเหรียญอื่นอย่าง Pump.fun, ไฮเปอร์ลิควิด(Hyperliquid), ลิต(LIT) ก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเหรียญที่เคลื่อนไหวแข็งแกร่ง
ในระยะนี้ตลาดคริปโตเริ่มแสดงรูปแบบ ‘รอบหมุนเวียนอัลท์คอยน์’ ชัดเจนขึ้น เมื่อเหรียญขนาดใหญ่อย่างบิตคอยน์และอีเธอเรียมยังขาดทิศทางที่ชัด แต่ ‘อัลท์คอยน์’ บางตัวกลับดีดขึ้นจากปัจจัยเฉพาะของตัวเอง โดยเฉพาะแซดแคช(ZEC) ที่ได้รับแรงหนุนจากกระแสความสนใจ ‘ฟีเจอร์ความเป็นส่วนตัว’ ที่กลับมาถูกพูดถึงมากขึ้น ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาเก็งกำไรอย่างต่อเนื่อง
บิตคอยน์ปัจจุบันซื้อขายอยู่แถว 64,200 ดอลลาร์ (ราว 9.14 ล้านบาท) ยังไม่สามารถทะลุกรอบสะสมที่เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมได้ ท่ามกลางบรรยากาศการรอดูทิศทางของตลาด นักลงทุนบางส่วนจึงหันไปมองเหรียญที่มีความผันผวนสูงกว่าอย่างอัลท์คอยน์ เพื่อหวัง ‘ผลตอบแทนระยะสั้น’ แทนการถือเหรียญหลักนิ่ง ๆ
“ความคิดเห็น” การที่แซดแคช(ZEC) เด่นขึ้นมาในจังหวะที่บิตคอยน์(BTC) ยังนิ่ง จึงถูกตีความว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการหมุนรอบเงินทุนในกลุ่มอัลท์คอยน์ ซึ่งหากแรงเก็งกำไรขยายวง อาจเห็นเหรียญขนาดกลางและเล็กทยอย ‘ปลดล็อกราคา’ ตามมา
อาเธอร์ เฮย์ส(Arthur Hayes) ผู้ร่วมก่อตั้ง บิทเม็กซ์(BitMEX) ออกบทความบทวิเคราะห์ล่าสุด มองว่า ‘กระแสลงทุนในเอไอ(AI)’ ที่กำลังร้อนแรง ไม่ได้เป็นเพียง ‘ฟองสบู่หุ้นเทค’ แบบยุคดอทคอมในปี 2000 แต่ใกล้เคียงกับ ‘วัฏจักรเครดิต’ ที่นำไปสู่วิกฤตการเงินแบบปี 2008 มากกว่า
ตามมุมมองของเฮย์ส กลุ่มบิ๊กเทคคลาวด์รายใหญ่กำลังระดมทุนด้วยการนำดาต้าเซ็นเตอร์ไปเป็นหลักประกัน พร้อมทุ่มงบจำนวนมากไปกับชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่มี ‘อายุการใช้งานด้านประสิทธิภาพ’ สั้นและเสื่อมราคาเร็ว เขาชี้ว่ารูปแบบนี้แทบไม่ต่างจาก ‘ธุรกิจการเงินบนอสังหาริมทรัพย์’ มากกว่าจะเรียกว่า ‘การลงทุนเทคโนโลยีแท้จริง’
เฮย์สประเมินว่า การขยายตัวของเครดิตรอบนี้จะเร่งขึ้นต่อเนื่องและมีโอกาสแตะ ‘จุดพีก’ ราวปลายปี 2027 ถึงปี 2028 หลังจากนั้นเมื่อการใช้จ่ายฝ่ายทุน (CapEx) ชะลอลง บริษัทที่อัดคันเร่งใช้เลเวอเรจมากเกินไปจะเริ่มแสดง ‘รอยร้าว’ ออกมาก่อน โดยเฉพาะธุรกิจที่ผูกกับโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์และเอไอโดยตรง
สำหรับ ‘ทางออกของวิกฤต’ เฮย์สเชื่อว่า สหรัฐและจีนมีแนวโน้มสูงที่จะออกมาฉีดสภาพคล่องครั้งใหญ่ โดยอ้างเหตุผลด้าน ‘ความมั่นคงแห่งชาติ’ เพื่อป้องกันการล้มเป็นโดมิโนของระบบการเงิน เขาคาดว่าปริมาณ ‘การอัดฉีดเงิน’ จะใหญ่กว่าช่วงปี 2008 อย่างมีนัยสำคัญ และ ‘เงินใหม่’ เหล่านี้จะกลายเป็นเชื้อเพลิงสำคัญผลักดันให้ราคาบิตคอยน์(BTC) ในระยะยาวอาจไปได้ไกลถึง ‘1,000,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ’
แม้ระยะสั้นตลาดการเงินทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากการย่อตัวของหุ้นกลุ่มเอไอ และแรงขายจากฝั่งเลเวอเรจในเกาหลีใต้ เฮย์สยังมองภาพรวมว่าเป็นเพียง ‘การปรับฐานในตลาดขาขึ้น’ โครงสร้างแนวโน้มหลักของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะคริปโต ยังไม่ถูกทำลายลง
ท้ายที่สุด ตลาดในตอนนี้จึงเป็นเหมือน ‘จุดตัด’ ระหว่าง 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- บิตคอยน์(BTC) ที่ยังติดอยู่ในกรอบสะสม
- อัลท์คอยน์ที่เริ่มแสดง ‘แรงวิ่งเดี่ยว’ ระยะสั้น
- ความคาดหวังต่อ ‘การอัดฉีดสภาพคล่องรอบใหม่’ จากนโยบายการเงินระดับโลก
การดีดตัวของแซดแคช(ZEC) กลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดของการเปลี่ยนทิศกระแสเงินในตลาดคริปโตตอนนี้ และอาจกลายเป็น ‘สัญญาณนำ’ ให้จับตาทิศทางการไหลของเม็ดเงินเก็งกำไรในรอบถัดไป โดยเฉพาะหากบิตคอยน์(BTC) ยังไม่สามารถหลุดออกจากกรอบราคาปัจจุบันได้ในเร็ว ๆ นี้
ความคิดเห็น 0