Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

มาร์จิ้นคอลพุ่ง 1.2 ล้านบัญชี คอสปี้ร่วงจาก 9,000 เหลือ 5,500 จุด

ดัชนีคอสปี้ (KOSPI) ของเกาหลีใต้ ที่พุ่งขึ้นกว่าเท่าตัวนับตั้งแต่ต้นปีนี้ กลับร่วงลงมาแตะระดับ 5,500 จุด ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ จนความเสียหายของนักลงทุนรายย่อยและกรณี 'มาร์จิ้นคอล' (margin call) จำนวนมากกลายเป็นประเด็นที่สื่อต่างประเทศจับตา นักวิเคราะห์มองว่าตลาดที่เคยพุ่งแรงจากกระแสหุ้นเซมิคอนดักเตอร์สาย AI เมื่อสั่นคลอนอย่างรวดเร็ว ได้เพิ่มแรงกดดันให้กับนักลงทุนที่กู้เงินมาเล่นหุ้นอย่างหนัก

สำนักข่าว BBC รายงานว่า คอสปี้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในดัชนีหุ้นที่ผันผวนที่สุดในโลก แกว่งตัวขึ้นลงรุนแรงจนทำให้นักลงทุนรายย่อยชาวเกาหลีใต้จำนวนมากขาดทุนหนัก คิม ยงจุน (Kim Yong-jun) พนักงานธนาคารรายหนึ่ง ลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเมื่อเดือนก่อน และขาดทุนไปราว 20 ล้านวอน ซึ่งเป็นเงินที่เขาตั้งใจเก็บไว้ซื้อบ้านก่อนแต่งงาน

คิมกล่าวว่า “ความเสียหายรุนแรงมาก และคงต้องทำงานหนักจริง ๆ เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดทุนไป” พร้อมระบุว่านักลงทุนที่รับความเสี่ยงมากกว่าเขาน่าจะเจ็บตัวหนักยิ่งกว่านี้ สะท้อนว่าการร่วงลงของหุ้นเทคโนโลยีไม่ได้กระทบแค่ตัวเลขขาดทุนในกระดาษ แต่ยังเขย่าแผนชีวิตของคนทั่วไปด้วย

ความเสียหายยังลามไปถึงนักลงทุนที่ทุ่มเงินในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ คิม อุงซา (Kim Woong-sa) นำเงินโบนัสที่ได้รับต้นปีนี้ราวครึ่งหนึ่งไปซื้อหุ้นเอสเคไฮนิกซ์ (SK Hynix) ช่วงหนึ่งราคาหุ้นเคยพุ่งขึ้นถึง 4 เท่า แต่ภายหลังคืนกำไรเกือบทั้งหมด มูลค่าหุ้นที่เขาถืออยู่ในปัจจุบันอยู่ที่ราว 300 ล้านวอน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าช่วงจุดสูงสุด

คอสปี้พุ่งขึ้นกว่าเท่าตัวนับจากต้นปี จนทะลุระดับ 9,000 จุดในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ก่อนจะร่วงลงมาที่ 5,500 จุดภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ หลังจากนั้นดัชนีฟื้นตัวขึ้นบางส่วนและแกว่งตัวอยู่ที่ราว 6,900 จุด

ปัจจัยที่ทำให้ตลาดผันผวนหนัก ได้แก่ การกระจุกตัวของเงินลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีสาย AI และการลงทุนแบบ 'เลเวอเรจ' (leverage) เงินทุนจากทั่วโลกที่ไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ทำให้ตลาดพุ่งขึ้นเร็ว แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปรับฐาน การกระจุกตัวแบบเดียวกันก็กลับกลายเป็นตัวเร่งให้ดัชนีร่วงแรงขึ้นเช่นกัน

วี คุน ชอง (Wee Khoon Chong) จากบีเอ็นวาย (BNY) บริษัทบริการทางการเงิน ประเมินว่าการปรับฐานของคอสปี้ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมรุนแรงจนถูกนำไปเทียบกับวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 เขาชี้ว่าสาเหตุหลักที่ทำให้แรงเทขายรุนแรงขึ้นในช่วงหลัง มาจากความกังวลเรื่องเม็ดเงินมหาศาลที่ทุ่มเข้าไปในธุรกิจ AI

โทเบียส เลเกอร์ (Tobias Leger) นักวิเคราะห์การลงทุน มองว่ากระแสมองบวกต่อหุ้นเทคโนโลยีที่สะสมมาหลายเดือน ผลักดันให้นักลงทุนรายย่อยบางส่วนถึงขั้นกู้เงินมาลงทุน ในตลาดขาขึ้น ยิ่งลงทุนด้วยเงินกู้มากเท่าไหร่ ผลตอบแทนก็ยิ่งขยายตัวมากขึ้นเท่านั้น แต่ในตลาดขาลง ความเสี่ยงขาดทุนและถูกบังคับขายก็ขยายตัวไปพร้อมกันเช่นกัน

การลงทุนแบบเลเวอเรจเป็นวิธีที่ทำให้นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นได้มากกว่าเงินทุนของตัวเอง หากราคาหุ้นปรับขึ้นก็จะช่วยขยายผลกำไร แต่หากราคาร่วงลงต่ำกว่าระดับที่กำหนด บริษัทหลักทรัพย์จะเรียกให้นักลงทุนวางหลักประกันเพิ่ม หรือที่เรียกว่า 'มาร์จิ้นคอล' และหากนักลงทุนไม่สามารถวางหลักประกันเพิ่มได้ทัน หุ้นที่ถืออยู่ก็อาจถูกบังคับขายออกไป

BBC รายงานว่า จากการประเมิน ณ ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่าเกิดกรณีมาร์จิ้นคอลในบัญชีนักลงทุนรายย่อยในประเทศแล้วราว 1.2 ล้านบัญชี คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 30 ของประชากรวัยแรงงานทั้งหมดของเกาหลีใต้ สะท้อนว่าการร่วงลงอย่างรวดเร็วในช่วงสั้น ๆ ได้กดดันความสามารถในการวางหลักประกันของบัญชีนักลงทุนรายย่อยอย่างหนัก

แฟรงก์ เบนซิมรา (Frank Benzimra) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นเอเชียของโซซิเอเต เจเนอราล (Societe Generale) อธิบายว่าการลงทุนแบบเลเวอเรจไม่ได้แพร่หลายเฉพาะในเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังขยายตัวในหมู่นักลงทุนรายย่อยของไต้หวันและสหรัฐฯ ด้วย พร้อมชี้ว่าแนวโน้มนี้กำลังเพิ่มความเสี่ยงให้กับหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI มากขึ้นไปอีก

ในกลุ่มนักลงทุนรายย่อย ความกังวลว่าจะ 'ตกขบวน' ในตลาดขาขึ้นก็ถูกมองว่าเป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น อี ซูมิน (Lee Su-min) นักศึกษามหาวิทยาลัย เล่าว่าหลังจากรู้สึก 'โฟโม' (FOMO) หรือกลัวพลาดโอกาสจากคนรอบตัว เธอจึงรวมเงินกับเพื่อนไปลงทุนในหุ้นเอสเคไฮนิกซ์ และยอมรับว่าเสียดายที่ไม่ได้ขายหุ้นทิ้งตอนราคาพุ่งขึ้นไปถึง 3 ล้านวอนต่อหุ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ความผันผวนรุนแรงของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังส่งผลให้เกิดความกังวลต่อตลาดหุ้นในประเทศอื่นด้วย มีความเห็นว่าดัชนีที่มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีสูงยิ่งมีโอกาสเคลื่อนไหวคล้ายกับความผันผวนรุนแรงของคอสปี้

เบนซิมรามองว่าตลาดที่มีการกระจายตัวของหุ้นขนาดใหญ่มากกว่า อย่างดัชนีโทพิกซ์ (Topix) ของญี่ปุ่น หรือตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสน้อยที่จะเผชิญความผันผวนในระดับเดียวกัน นั่นหมายความว่ายิ่งตลาดใดมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีบางตัวสูงมากเท่าไหร่ เมื่อแรงคาดหวังขาขึ้นและแรงเทขายจากความผิดหวังเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ดัชนีโดยรวมก็ยิ่งสั่นคลอนรุนแรงขึ้นเท่านั้น

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1