Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ลดเอ็นวิเดีย 27% บริดจ์วอเตอร์เพิ่มพอร์ตเอเอ็มดี ไตรมาส 3/2024

บริดจ์วอเตอร์ แอสโซซิเอทส์ บริษัทบริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์รายใหญ่ของสหรัฐ ลดสัดส่วนการถือหุ้นเอ็นวิเดีย(NVDA) ลง 27% ในไตรมาส 3 ปี 2024 พร้อมกับเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเอเอ็มดี(AMD) ในช่วงเวลาเดียวกัน การปรับพอร์ตครั้งนี้สะท้อนการเกลี่ยน้ำหนักภายในกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์สาย AI ของกองทุนขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้บ่งชี้สถานะการถือครองหุ้นในปัจจุบัน

ตามแบบฟอร์ม 13F ที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) บริดจ์วอเตอร์รายงานการถือครองสินทรัพย์ 773 หลักทรัพย์ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 17,658,794,959 ดอลลาร์ ณ วันที่ 30 กันยายน 2024 โดยแบบฟอร์มนี้ยื่นต่อ SEC เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2024

เว็บไซต์ข่าวคริปโตบรีฟฟิง(Crypto Briefing) รายงานว่าบริดจ์วอเตอร์ขายหุ้นเอ็นวิเดียออกไป 1.8 ล้านหุ้นในไตรมาส 3 ปี 2024 ทำให้สัดส่วนการถือครองลดลง 27% ขณะเดียวกันก็ซื้อหุ้นเอเอ็มดีเพิ่มอีก 364,292 หุ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

ข้อมูลสรุปจากพอร์ตโฟลิโอซาฟวี(PortfolioSavvy)ระบุว่า ณ สิ้นไตรมาส 3 บริดจ์วอเตอร์ถือหุ้นเอ็นวิเดียอยู่ 4.8 ล้านหุ้น และถือหุ้นเอเอ็มดีอยู่ 1.5 ล้านหุ้น สะท้อนว่ากองทุนไม่ได้ถอนตัวออกจากเอ็นวิเดียทั้งหมด แต่เพียงเกลี่ยน้ำหนักบางส่วนภายในกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์สาย AI เท่านั้น

แบบฟอร์ม 13F เป็นเอกสารที่สถาบันการเงินในสหรัฐต้องยื่นต่อ SEC ทุกไตรมาส เพื่อเปิดเผยการถือครองหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดสหรัฐและหลักทรัพย์บางประเภท ข้อมูลที่เปิดเผยเป็น ‘สถานะย้อนหลัง’ ณ วันปิดไตรมาสเท่านั้น จึงไม่รวมการซื้อขาย เงินสด หรือสินทรัพย์นอกตลาดที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

ข้อมูลชุดนี้ได้รับความสนใจ เพราะเอ็นวิเดียและเอเอ็มดีถูกมองเป็นคู่แข่งหลักในตลาดชิป AI เอ็นวิเดียมีจุดแข็งด้านชิปเร่งความเร็ว AI และระบบนิเวศซอฟต์แวร์ ขณะที่เอเอ็มดีถูกพูดถึงในฐานะทางเลือกที่คุ้มราคากว่า

คริปโตบรีฟฟิงรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงเวลาเดียวกัน บริดจ์วอเตอร์เพิ่มหุ้นซูเปอร์ไมโครคอมพิวเตอร์(SMCI) อีก 1.45 ล้านหุ้น และเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นพาแลนเทียร์ เทคโนโลยีส์(PLTR) ด้วยเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าการปรับพอร์ตไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตชิป GPU รายเดียว แต่ขยายไปถึงบริษัทเซิร์ฟเวอร์และซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลด้วย

ซูเปอร์ไมโครคอมพิวเตอร์ผลิตระบบเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งชิป AI ส่วนพาแลนเทียร์เป็นบริษัทซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล กรณีนี้สะท้อนว่าความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ขยายตัวทั้งฝั่งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ไปพร้อมกัน

ฟากเอเอ็มดีเองก็มีการปรับต้นทุนควบคู่กันไป สำนักข่าวรอยเตอร์(Reuters) รายงานเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024ว่าเอเอ็มดีปลดพนักงานทั่วโลกราว 4% หรือประมาณ 1,000 คน

โฆษกของเอเอ็มดีให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า “เรากำลังดำเนินมาตรการที่มุ่งเป้าหลายอย่าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับทรัพยากรให้สอดคล้องกับโอกาสการเติบโตที่ใหญ่ที่สุดของเรา” คำกล่าวนี้สะท้อนว่าบริษัทกำลังทุ่มทรัพยากรไปที่การพัฒนาชิป AI พร้อมกับปรับโครงสร้างกำลังคนและต้นทุนไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม การอ้างอิงแบบฟอร์ม 13F ของเฮดจ์ฟันด์เพียงรายเดียวยังไม่เพียงพอที่จะชี้ขาดผลแพ้ชนะในสมรภูมิชิป AI เพราะ 13F สะท้อนเพียงสถานะการถือครองในอดีต และสถาบันการเงินสามารถซื้อหรือขายหุ้นตัวเดิมเพิ่มเติมได้อีกหลังจากวันที่ยื่นแบบฟอร์ม

สำหรับนักลงทุนไทย ข้อมูลชุดนี้มีประโยชน์ในฐานะข้อมูลอ้างอิงว่าเม็ดเงินสถาบันกระจายความเสี่ยงในกลุ่มชิป AI อย่างไร มากกว่าจะใช้ทำนายทิศทางราคาหุ้นเอ็นวิเดียหรือเอเอ็มดีในระยะสั้น และเมื่อพิจารณาร่วมกับรายงานก่อนหน้าของ TokenPost เรื่องการขยายตัวของการระดมทุนโครงสร้างพื้นฐาน AIจะเห็นว่าเม็ดเงินสถาบันไม่ได้จับตาเฉพาะผู้ผลิตชิป แต่ยังติดตามบริษัทเซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และซอฟต์แวร์ไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ ข้อมูลการถือครองที่เปิดเผยเป็นสถานะ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2024 เท่านั้น ไม่ได้สะท้อนสถานะการถือครองหุ้นของบริดจ์วอเตอร์ ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2026

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1