คอสปี้(KOSPI) ดัชนีหุ้นหลักของเกาหลีใต้ ปรับตัวขึ้นแตะ 6,996.12 จุดระหว่างการซื้อขายวันที่ 27 ก่อนปิดตลาดที่ 6,912.37 จุด ยังไม่สามารถทะลุแนวต้าน 7,000 จุดในราคาปิดได้ ปัจจัยที่นักลงทุนจับตาต่อจากนี้ ได้แก่ ท่าทีด้านนโยบายการเงินของสหรัฐ อุปทาน-อุปสงค์กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนวอน-ดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญกำหนดทิศทางดัชนีในสัปดาห์หน้า
หนังสือพิมพ์ฮันกุกกยองเจ(Korea Economic Daily) รายงานเมื่อวันที่ 28 ว่า ท่ามกลางความผันผวนของคอสปี้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลัง ประเด็นที่ตลาดจับตาในสัปดาห์หน้าคือการฟื้นตัวกลับสู่ระดับ 7,000 จุดจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ โดยระบุตัวแปรหลักของตลาดหุ้นในประเทศช่วงวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 4 กันยายนไว้ 3 ประการ ได้แก่ △ท่าทีของเควิน วอร์ช(Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) △โมเมนตัมกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์หลังผลประกอบการเอ็นวิเดีย(NVIDIA) △อัตราแลกเปลี่ยนวอน-ดอลลาร์และแรงซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ
ตามข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์เกาหลี(Korea Exchange) เมื่อวันที่ 27 คอสปี้ปิดตลาดที่ 6,912.37 จุด เพิ่มขึ้น 104.16 จุด หรือ 1.53% จากวันซื้อขายก่อนหน้า ระหว่างวันดัชนีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 6,996.12 จุด ใกล้แนว 7,000 จุดมาก แต่สุดท้ายไม่สามารถทะลุผ่านได้ในราคาปิด ขณะที่ดัชนีคอสแดค(KOSDAQ) ปิดที่ 837.65 จุด เพิ่มขึ้น 10.78 จุด หรือ 1.30%
ตัวแปรแรกคือท่าทีของเฟด โดยฮันกุกกยองเจระบุว่า น้ำเสียงในถ้อยแถลงของประธานวอร์ชระหว่างการประชุมแจ็กสัน โฮล(Jackson Hole Symposium) จะมีผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยระยะยาวและความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง หากตลาดตีความว่าเอนเอียงไปทางผ่อนคลายนโยบายการเงิน หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่อาจมีแรงซื้อกลับเข้ามา แต่หากสัญญาณคุมเข้มชัดเจนขึ้น อัตราดอกเบี้ยระยะยาวอาจปรับขึ้นอีกครั้งพร้อมกับแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ไหลออก
เฟดทำหน้าที่เป็นระบบธนาคารกลางของสหรัฐ กำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและทิศทางนโยบายการเงิน ส่วนการประชุมแจ็กสัน โฮล เป็นเวทีที่ผู้บริหารธนาคารกลางรายใหญ่และนักเศรษฐศาสตร์มาหารือทิศทางนโยบายการเงินร่วมกัน ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อตลาดพันธบัตรและหุ้นไม่ใช่ถ้อยแถลงโดยตรง แต่เป็นการตีความของตลาดว่าสัญญาณดังกล่าวโน้มไปทางผ่อนคลายหรือคุมเข้ม
ตัวแปรที่สองคือทิศทางกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์หลังผลประกอบการเอ็นวิเดีย ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ช่วงตรวจสอบว่าอุปทาน-อุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์จะยังทรงตัวได้หรือไม่หลังผลประกอบการเอ็นวิเดียมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ซัมซุงอิเลคทรอนิกส์(005930) และเอสเคไฮนิกซ์(000660) เป็นหุ้นที่มีน้ำหนักสูงในดัชนีคอสปี้ ทำให้การขึ้นลงของทั้งสองบริษัทเชื่อมโยงโดยตรงกับโอกาสที่ดัชนีจะกลับไปแตะ 7,000 จุดอีกครั้ง
ในการซื้อขายวันที่ 27 หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป็นแรงหนุนหลักที่ดันดัชนีขึ้น โดยนิวส์พิม(Newspim) รายงานว่าราคาหุ้นซัมซุงอิเลคทรอนิกส์ปรับขึ้น 1.72% ส่วนเอสเคไฮนิกซ์ปรับขึ้น 2.49% อย่างไรก็ตาม เมื่อดัชนีลดช่วงบวกลงหลังทำจุดสูงสุดระหว่างวัน มีความเห็นในตลาดว่าเพียงความคาดหวังต่อผลประกอบการกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อาจไม่เพียงพอที่จะดันดัชนีทะลุ 7,000 จุด เพราะแรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ยและอุปทาน-อุปสงค์ยังคงมีอยู่
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่าคอสปี้เข้าสู่ช่วงตรวจสอบทั้งทิศทางหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่และเส้นทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐไปพร้อมกัน โดยแดชินซีเคียวริตี้ส์(Daishin Securities) ระบุในรายงานขณะนั้นว่า จากผลประกอบการกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ นโยบายตอบแทนผู้ถือหุ้น และการคาดการณ์ว่าคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(FOMC) จะคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน มีความเป็นไปได้ที่ดัชนีจะพยายามกลับไปแตะ 7,000 จุดอีกครั้งในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้เป็นเพียงมุมมองที่มีเงื่อนไข ไม่ใช่การชี้ขาดทิศทางดัชนีที่แน่นอน
ตัวแปรที่สามคืออัตราแลกเปลี่ยนและแรงซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ นิวส์พิมรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศกรุงโซลเมื่อวันที่ 27 อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์-วอนปิดตลาดที่ 1,380.9 วอน ลดลง 3.9 วอนจากวันก่อนหน้า ขณะเดียวกันในตลาดหุ้นหลัก นักลงทุนต่างชาติและสถาบันซื้อสุทธิ ส่วนนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ
โดยทั่วไปการที่อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพจะช่วยลดภาระของนักลงทุนต่างชาติในการเข้าซื้อสินทรัพย์สกุลเงินวอน อย่างไรก็ตาม แรงซื้อขายจริงยังขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย แนวโน้มกำไรรายอุตสาหกรรม และความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกร่วมด้วย จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลงเพียงอย่างเดียวจะทำให้แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติดำเนินต่อไป
ในเชิงโครงสร้างตลาด ระดับ 7,000 จุดของคอสปี้ทำหน้าที่เป็นแนวต้านทางจิตวิทยา การพยายามทะลุระหว่างวันกับการปิดตลาดยืนเหนือระดับดังกล่าวมีความหมายต่างกัน หากปิดตลาดยืนเหนือระดับนี้ได้ จะถูกตีความว่าแรงซื้อยังคงอยู่จนถึงสิ้นวัน แต่หากขึ้นไปแตะระหว่างวันแล้วร่วงกลับ อาจสะท้อนว่ายังมีแรงขายทำกำไรหรือแรงขายเชิงระมัดระวังหลงเหลืออยู่
สำหรับนักลงทุนในประเทศ ประเด็นที่ต้องติดตามอีกเรื่องคือความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ หากซัมซุงอิเลคทรอนิกส์และเอสเคไฮนิกซ์เป็นแรงหนุนหลักของดัชนี ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นฟื้นตัวตามไม่ทัน ก็อาจจำกัดทั้งขนาดและความต่อเนื่องของการปรับขึ้นดัชนี ในทางกลับกัน หากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ขยับขึ้นพร้อมกับแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ จะยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามต่อว่าดัชนีจะพยายามทะลุ 7,000 จุดอีกครั้งหรือไม่
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในสัปดาห์หน้าจะยึดราคาปิดวันที่ 27 ที่ 6,912.37 จุด เป็นจุดอ้างอิง โดยระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 4 กันยายน ตลาดจะทยอยตรวจสอบทั้งการตีความถ้อยแถลงของประธานวอร์ชในการประชุมแจ็กสัน โฮล ทิศทางอุปทาน-อุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์หลังเอ็นวิเดีย รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์-วอนและแรงซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติตามลำดับ
ความคิดเห็น 0