อีเธอเรียม(ETH)พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 8.3% ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 11 กันยายน แตะระดับเหนือ 2,600 ดอลลาร์(ประมาณ 3.497 ล้านวอน)อยู่ช่วงสั้นๆ โดยมีการวิเคราะห์ว่าการบังคับปิดสถานะ Short ที่เดิมพันฝั่งราคาลงเป็นปัจจัยที่ขยายแรงเหวี่ยงของราคาในครั้งนี้
ขนาดการบังคับปิดสถานะ Short ของอีเธอเรียมในรอบ 24 ชั่วโมงสูงถึง 255 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 3.43 หมื่นล้านวอน) โดย Crypto Briefing รายงานเมื่อวันที่ 11 กันยายน(เวลาท้องถิ่น)ว่าในจำนวนนี้ราว 188 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 2.529 หมื่นล้านวอน)เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง
ในช่วงเวลาเดียวกัน สถานะ Short ของบิตคอยน์(BTC)ก็ถูกบังคับปิดไปราว 172 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 2.313 หมื่นล้านวอน) ขณะที่ขนาดการบังคับปิดสถานะรวมทั้งตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสูงกว่า 500 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 6.725 หมื่นล้านวอน) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากฝั่งสถานะ Short
สถานะ Short คือการเทรดที่ยืมสินทรัพย์มาขายโดยคาดว่าราคาจะลดลง แล้วซื้อคืนภายหลังเมื่อราคาต่ำลง แต่หากราคากลับขึ้นสวนทางกับที่คาด ผู้เทรดจะต้องซื้อสินทรัพย์คืนเพื่อลดผลขาดทุน และหากหลักประกันไม่เพียงพอ ทางศูนย์ซื้อขายจะบังคับปิดสถานะโดยอัตโนมัติ
แรงซื้อที่เกิดจากการบังคับปิดสถานะสามารถยิ่งขยายแนวโน้มขาขึ้นที่มีอยู่แล้วให้แรงขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นโครงสร้างที่อาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Short Squeeze ซึ่งราคาที่สูงขึ้นและการบังคับปิดสถานะส่งผลกระทบต่อกันไปมา
ในการปรับขึ้นครั้งนี้ ความผันผวนของอีเธอเรียมสูงกว่าบิตคอยน์ โดยบิตคอยน์ปรับขึ้นไม่ถึง 4% และ Crypto Briefing วิเคราะห์ว่าส่วนต่างนี้สะท้อนความเป็นไปได้ที่สถานะเดิมพันราคาอีเธอเรียมลดลงอาจสะสมไว้มากกว่าเชิงเปรียบเทียบ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างสถานะหรือสัดส่วนเลเวอเรจของอีเธอเรียมและบิตคอยน์ในช่วงเวลาดังกล่าว การใช้เพียงส่วนต่างของอัตราการปรับขึ้นจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าสถานะ Short ของอีเธอเรียมมีมากกว่าบิตคอยน์จริง
ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคก็ถูกกล่าวถึงว่าเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความผันผวนให้ตลาด โดยสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ(U.S. Bureau of Labor Statistics)ประกาศว่าดัชนีราคาผู้ผลิต(PPI)เดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 0.4% เทียบเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 5.4% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
PPI เป็นดัชนีที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการที่ผู้ผลิตได้รับ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าการประกาศ PPI เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ราคาอีเธอเรียมปรับขึ้น
ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มีวันหมดอายุ(perpetual futures) เมื่อราคาเคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะ Short มากขึ้น ต้นทุนในการถือสถานะก็อาจสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อภาระต้นทุนบวกกับปัญหาหลักประกันไม่เพียงพอเกิดขึ้นพร้อมกัน จะนำไปสู่การบังคับปิดสถานะอัตโนมัติ และแรงซื้อจากการปิดสถานะนั้นก็อาจสร้างแรงหนุนให้ราคาปรับขึ้นต่อไปอีก
ด้วยเหตุนี้ การเคลื่อนไหวของราคาครั้งนี้จึงไม่ควรอธิบายด้วยแรงซื้อใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาผลกระทบจากการเคลียร์สถานะเลเวอเรจต่อความผันผวนของราคาไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ขนาดของการบังคับปิดสถานะเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของแรงซื้อในตลาดสปอตได้ทั้งหมด
ในชุมชนออนไลน์ก็มีการตีความว่าการบังคับปิดสถานะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการปรับขึ้นครั้งนี้ โดยมีโพสต์ในฟอรัม Reddit หมวด r/ethereum ที่แสดงปฏิกิริยาต่อการที่อีเธอเรียมทะลุ 2,600 ดอลลาร์ พร้อมข้อความอ้างว่าสถานะ Short ที่ถูกบังคับปิดมีมูลค่าเกิน 250 ล้านดอลลาร์
โพสต์ดังกล่าวเป็นเพียงปฏิกิริยาจากชุมชนผู้ใช้ ไม่ใช่ความเห็นอย่างเป็นทางการของตลาดโดยรวมหรือข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ ทั้งนี้ขนาดและช่วงเวลาของการบังคับปิดสถานะอาจแตกต่างกันไปตามเกณฑ์การรวบรวมข้อมูลของผู้ให้บริการแต่ละราย
ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานว่าอีเธอเรียมทะลุ 2,600 ดอลลาร์มาแล้ว แต่ตัวเลขอัตราการปรับขึ้น 8.3% และขนาดการบังคับปิดสถานะในครั้งนี้เป็นข้อมูลที่นำเสนอแยกต่างหาก แม้จะเป็นรายงานที่กล่าวถึงช่วงราคาเดียวกัน ก็ยังจำเป็นต้องแยกช่วงเวลาอ้างอิงและระยะเวลาการรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจน
การปรับขึ้นครั้งนี้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าอีเธอเรียมกำลังเปลี่ยนแนวโน้ม หากปริมาณการบังคับปิดสถานะลดลง ผลกระทบของการเทรดแบบเลเวอเรจต่อราคาก็อาจลดลงตามไปด้วย ดังนั้นทิศทางต่อไปจึงจำเป็นต้องติดตามทั้งสถานะในตลาดอนุพันธ์และตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคควบคู่กัน
ความคิดเห็น 0