โดรนไร้คนขับของกองทัพยูเครนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติรัสเซีย ‘อาร์มาดา ลีดเดอร์ (Armada Leader)’ บริเวณใกล้เมืองโซซี (Sochi) ในทะเลดำ เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ขณะที่ความเสียหายต่อชีวิต สินค้า และตัวเรือ รวมถึงผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบ ยังไม่มีการยืนยัน
กองกำลังระบบไร้คนขับของยูเครน (Ukraine's Unmanned Systems Forces) เผยแพร่คลิปวิดีโอที่บันทึกภาพเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพรัสเซียไล่ตามและยิงใส่โดรน ก่อนที่โดรนจะเคลื่อนที่เข้าใกล้ตัวเรือและโจมตีบริเวณใกล้ห้องบังคับการเดินเรือ อย่างไรก็ตาม เวลาที่เกิดเหตุโจมตีที่แน่ชัดยังไม่ถูกเปิดเผย
อาร์มาดา ลีดเดอร์เป็นเรือบรรทุกน้ำมันที่มีหมายเลของค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) 9260483 โดยฐานข้อมูลมาตรการคว่ำบาตรของรัฐบาลยูเครนระบุว่าเรือลำนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเรือที่ขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซีย และใช้หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
ข้อมูลด้านความเป็นเจ้าของและการบริหารจัดการเรือระบุชื่อบริษัทเอเนยา (Eneya) สัญชาติรัสเซีย และยังมีบันทึกว่าเรือลำนี้เคยปิดระบบระบุอัตลักษณ์อัตโนมัติ (AIS) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้รับส่งข้อมูลตำแหน่งและเส้นทางเดินเรือแบบอัตโนมัติ
สหภาพยุโรป (EU) ประกาศบรรจุชื่ออาร์มาดา ลีดเดอร์ในบัญชีมาตรการคว่ำบาตรเมื่อเดือนตุลาคม 2025 โดยเอกสารมติของอียูระบุว่าเรือลำนี้มีพฤติกรรม ‘การขนส่งทางทะเลที่ไม่สม่ำเสมอและมีความเสี่ยงสูง’ ระหว่างการลำเลียงน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซีย
เรือที่ถูกอียูขึ้นบัญชีคว่ำบาตรอาจถูกจำกัดการเข้าเทียบท่าในยุโรปและการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับเรือ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่าในช่วงที่ถูกโจมตี อาร์มาดา ลีดเดอร์บรรทุกสินค้าประเภทใดอยู่บ้าง
ปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของยูเครนในการเล็งเป้าไปที่ ‘กองเรือเงา (shadow fleet)’ เครือข่ายเรือขนส่งที่ยูเครนกล่าวหาว่ารัสเซียใช้หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร โดยกองเรือเงาหมายถึงกลุ่มเรือที่ถูกนำมาใช้เลี่ยงเพดานราคาน้ำมันดิบรัสเซียและข้อจำกัดด้านการขนส่งและประกันภัยที่ชาติตะวันตกกำหนดไว้
ฝ่ายยูเครนอ้างว่าปฏิบัติการที่ใช้ชื่อรหัสว่า ‘MoLoChKa’ ได้โจมตีเรือไปแล้วรวม 285 ลำในทะเลดำและทะเลอาซอฟ นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2026 เป็นต้นมา แบ่งเป็นเดือนกรกฎาคม 215 ลำ เดือนสิงหาคม 54 ลำ และช่วงวันที่ 1-11 กันยายนอีก 16 ลำ
ตัวเลขสะสมดังกล่าวรวมถึงระดับความเสียหายจริงของเรือแต่ละลำยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระทั้งหมด แม้ข้อมูลของฝ่ายยูเครนและเอกสารของอียูจะจัดให้อาร์มาดา ลีดเดอร์เป็นเรือที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายขนส่งที่หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร แต่ผลกระทบของการโจมตีครั้งนี้ต่อความสามารถในการเดินเรือยังต้องมีการตรวจสอบแยกต่างหาก
ฝ่ายรัสเซียเปิดเผยเมื่อต้นเดือนกันยายนว่า มีเหตุโดรนไร้คนขับทางทะเลโจมตี เกิดระเบิด และมีผู้ได้รับบาดเจ็บในบริเวณเมืองโซซี แต่ยังไม่มีการยืนยันจากฝ่ายรัสเซียเกี่ยวกับความเสียหายของเรือหรือรายละเอียดปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีอาร์มาดา ลีดเดอร์โดยตรง
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกหรือปริมาณการส่งออกน้ำมันของรัสเซีย และยังไม่มีรายงานยืนยันเรื่องการปิดท่าเรือ การระงับการส่งออก ค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงเบี้ยประกันภัยแต่อย่างใด
ความเสี่ยงด้านการขนส่งทางทะเลในทะเลดำเคยถูกพูดถึงมาก่อน จากกรณีการระงับปฏิบัติการท่าเรือในพื้นที่โนโวรอสซิสก์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ถูกจับตา อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างเหตุโจมตีครั้งนี้กับการระงับปฏิบัติการท่าเรือในครั้งนั้น
ก่อนหน้านี้ยูเครนเคยกล่าวอ้างถึงปฏิบัติการโจมตีเรือในลักษณะเดียวกันมาแล้ว โดยโทเคนโพสต์เคยรายงานกรณีที่ยูเครนระบุว่าโจมตีเรือรัสเซีย 159 ลำในทะเลดำและทะเลอาซอฟมาก่อนหน้านี้
มาตรการคว่ำบาตรต่อกองเรือเงาและเหตุโจมตีทางทะเลที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ประเด็นความเสี่ยงด้านการเดินเรือและการประกันภัยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ได้รับการยืนยันในขณะนี้ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเหตุโจมตีครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งน้ำมันดิบระดับโลก
หลังจากนี้ต้องติดตามต่อไปว่าอาร์มาดา ลีดเดอร์จะกลับมาเดินเรือได้อีกครั้งหรือไม่ รวมถึงระดับความเสียหายที่แท้จริงของเรือ และชนิดของสินค้าที่บรรทุกอยู่ในขณะเกิดเหตุ
ความคิดเห็น 0