รัฐบาลเยอรมนีกำลังหารือมาตรการรับมือรถยนต์ไฮบริดจากจีน ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการเก็บภาษีนำเข้าระดับสหภาพยุโรป (EU) โดยยังไม่มีการยืนยันว่าจะเก็บภาษีจริงหรือกำหนดอัตราเท่าใด
รัฐบาลกลางเยอรมนีแถลงข่าวเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่ากำลังหารือแนวทางรับมือการบิดเบือนตลาดร่วมกับกรุงบรัสเซลส์ โดยยังไม่เปิดเผยรายละเอียดว่าจะใช้มาตรการใดกับอุตสาหกรรมใดเป็นการเฉพาะ และจะเปิดเผยเนื้อหาเมื่อ EU มีข้อสรุปร่วมกัน
ปัจจุบัน EU เก็บภาษีตอบโต้การอุดหนุน (countervailing duty) กับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่จากจีนอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีมาตรการลักษณะเดียวกันกับรถยนต์ไฮบริด ขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรประบุเมื่อวันที่ 16 มกราคมว่า ขณะนี้ยังไม่มีการสอบสวนการนำเข้ารถยนต์ไฮบริดจากจีนแต่อย่างใด
เมื่อเดือนตุลาคม 2024 EU ได้ประกาศเก็บภาษีตอบโต้การอุดหนุนกับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่จากจีนในอัตรา 7.8-35.3% ซึ่งเป็นภาษีที่ประเทศผู้นำเข้าเรียกเก็บเพิ่มเติม เมื่อพบว่าเงินอุดหนุนจากรัฐบาลประเทศผู้ส่งออกทำให้ราคาสินค้าได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกับการหารือภาษีรถยนต์ไฮบริดที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
แรงกดดันจากการแข่งขันกับจีนที่บริษัทเยอรมันรู้สึกไม่ได้จำกัดอยู่แค่อุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมและการค้าเยอรมนี (DIHK) ได้ทำแบบสำรวจพิเศษกับบริษัทราว 1,300 แห่ง พบว่า 83% ของบริษัทภาคอุตสาหกรรมกังวลเรื่องการแข่งขันจากจีนที่รุนแรงขึ้น และในกลุ่มบริษัทที่มีฐานธุรกิจในจีน 88% ระบุว่าการแข่งขันเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม
แม้บริษัทส่วนใหญ่จะยอมรับว่าจำเป็นต้องมีมาตรการตอบโต้ แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีแบบเหวี่ยงแหที่ไม่เจาะจง ผลสำรวจระบุว่า 55% สนับสนุนให้ EU ดำเนินมาตรการตอบโต้ แม้จะทำให้ตัวบริษัทเองต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ระบบราชการที่ซับซ้อนขึ้น ภาษี หรือแม้แต่การตอบโต้จากจีน ขณะที่ 37% ไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ 67% เรียกร้องให้ยุโรปมีนโยบายเศรษฐกิจต่างประเทศต่อจีนร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว และ 60% สนับสนุนการลดการพึ่งพาเชิงยุทธศาสตร์กับจีน
โฟล์คเคอร์ ไทรเออร์(Volker Treier) หัวหน้าฝ่ายการค้าต่างประเทศของสภาอุตสาหกรรมและการค้าเยอรมนี(DIHK) กล่าวว่า “บริษัทต่างๆ ต้องการการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ใช่การถูกโดดเดี่ยว” สะท้อนจุดยืนที่ว่าควรตอบโต้การบิดเบือนการแข่งขัน แต่ไม่ควรใช้มาตรการที่กว้างเกินไปจนสร้างภาระให้ภาคธุรกิจโดยไม่จำเป็น
ทิศทางนโยบายของรัฐบาลเยอรมนีเองก็มุ่งไปที่การ ‘ลดความเสี่ยง’ มากกว่าการตัดขาดความสัมพันธ์กับจีนโดยสิ้นเชิง ฟรีดริช เมิร์ซ(Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ระหว่างการเยือนจีนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ กล่าวว่าเยอรมนีต้องการการค้าที่เปิดกว้างและเป็นธรรม พร้อมหยิบยกประเด็นเงินอุดหนุนที่บิดเบือนตลาด ความไม่สมดุลทางการค้า และมาตรการควบคุมการส่งออกของจีน
เมิร์ซยังระบุด้วยว่าจำเป็นต้องลดความเสี่ยงจากการพึ่งพากันในห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งสะท้อนแนวทางที่เน้นลดการพึ่งพาในบางอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่เฉพาะเจาะจง มากกว่าการยุติการค้ากับจีนโดยรวม
ในทางปฏิบัติ ความเคลื่อนไหวจริงของภาคธุรกิจก็ยังห่างไกลจากการ ‘ถอนตัวจากจีน’ อย่างเบ็ดเสร็จ โดยเงินลงทุนของบริษัทเยอรมันในจีนช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 5.6 พันล้านยูโรเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เงินลงทุนในสหรัฐฯ ช่วงเดียวกันอยู่ที่ประมาณ 4.3 พันล้านยูโร ลดลงเกือบสองในสามเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ตัวเลขนี้เพียงสะท้อนว่าการลงทุนของบริษัทเยอรมันในจีนเพิ่มขึ้นจริง แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนถึงจุดประสงค์เบื้องหลังการลงทุนดังกล่าว ทั้งนี้ สถาบันเศรษฐกิจเยอรมัน(IW) เป็นผู้วิเคราะห์ข้อมูลจากธนาคารกลางเยอรมนี(Bundesbank) และนำเสนอแนวโน้มการลงทุนดังกล่าว
ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ประเด็นที่ถูกจับตาคือภาษีเดิมของ EU บังคับใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่เท่านั้น แต่ไม่ครอบคลุมรถยนต์ไฮบริด การที่รัฐบาลเยอรมนีหยิบยกรถยนต์ไฮบริดขึ้นมาเป็นประเด็นแยกต่างหาก จึงเชื่อมโยงกับข้อกังวลเรื่องเงื่อนไขการแข่งขันกับผู้ผลิตจีนโดยตรง
เยือร์เกิน มัทเธส(Juergen Matthes) นักวิจัยของสถาบันเศรษฐกิจเยอรมัน(IW) อธิบายว่าบริษัทเยอรมันยังคงลงทุนในจีนต่อเนื่อง ทั้งเพื่อใช้จีนเป็นตลาดจำหน่ายที่สำคัญ และเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในพื้นที่ไปพร้อมกัน เขาระบุว่าเงินอุดหนุนของจีนและค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าช่วยลดต้นทุนการผลิต จึงเรียกร้องให้ EU เริ่มใช้มาตรการภาษีตอบโต้การอุดหนุนกับรถยนต์ไฮบริดเช่นกัน
ประเด็นนี้ไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือบล็อกเชนแต่อย่างใด
ท่ามกลางที่การพิจารณามาตรการภาษีต่อสินค้าจีนของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อเนื่อง การหารือครั้งนี้ของเยอรมนีก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระแสนโยบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของยุโรปเช่นกัน โดยรัฐบาลเยอรมนีระบุว่าจะเปิดเผยรายละเอียดมาตรการที่ครอบคลุมรถยนต์ไฮบริดจากจีน เมื่อ EU มีข้อสรุปร่วมกันแล้ว
ความคิดเห็น 0