ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ย้ายทองคำ 86 ตันจากสหรัฐฯ และแคนาดาไปเก็บไว้ในลอนดอนระหว่างเดือนมีนาคมถึงสิงหาคม 2026 ขณะที่ธนาคารประชาชนจีนเพิ่มทองคำสำรอง 20.2 ตันในเดือนสิงหาคม และเดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22
ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ (DNB) เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 กันยายนว่า ได้ย้ายทองคำราว 86 ตันจากทองคำประมาณ 313 ตันที่เก็บไว้ในอเมริกาเหนือไปยังลอนดอน ลอนดอนเป็นศูนย์กลางสำคัญของการซื้อขายทองคำจริง และทองคำที่เก็บไว้กับธนาคารกลางอังกฤษเป็นไปตามมาตรฐานการซื้อขายระหว่างประเทศ จึงสามารถนำมาใช้ได้ง่ายขึ้นในภาวะวิกฤต
การดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่การลดปริมาณทองคำสำรองด้วยการขาย แต่เป็นการปรับสถานที่เก็บและโครงสร้างการซื้อขาย DNB ขายทองคำประมาณ 59 ตันในนิวยอร์ก ก่อนซื้อทองคำในลอนดอน ส่วนทองคำมากกว่า 27 ตันถูกย้ายจากสหรัฐฯ และแคนาดาไปยังเมืองไซสต์ของเนเธอร์แลนด์ ก่อนจะย้ายทองคำในปริมาณใกล้เคียงกันไปยังลอนดอนอีกครั้ง
ณ สิ้นปี 2025 DNB มีทองคำสำรอง 612.4 ตัน หลังการย้าย สัดส่วนทองคำที่เก็บในลอนดอนเพิ่มจาก 18.1% เป็น 32.1% ขณะที่สัดส่วนในนิวยอร์กและออตตาวาปรับมาอยู่ที่แห่งละ 18.5% ส่วนทองคำที่เก็บในเมืองไซสต์ยังคงอยู่ที่ 30.8%
การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการเก็บทองคำสะท้อนมุมมองที่ว่าสถานที่จัดเก็บอาจส่งผลต่อความเร็วในการรับมือวิกฤตและความสามารถในการซื้อขาย การกระจายทองคำไปยังหลายภูมิภาคช่วยลดการพึ่งพาความเสี่ยงทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ขณะที่การเก็บทองคำในลอนดอนช่วยเพิ่มการเข้าถึงตลาดทองคำระหว่างประเทศ
โอลาฟ สไลเพน(Olaf Sleijpen) ผู้ว่าการธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า “การย้ายครั้งนี้ช่วยเพิ่มความสามารถในการซื้อขายทองคำสำรอง เราคาดว่าจะไม่มีความจำเป็นต้องนำทองคำมาใช้จริง แต่ต้องเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือ” คำชี้แจงของ DNB เน้นว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการย้ายทองคำบางส่วนไปยังจุดที่ใช้งานได้ง่ายขึ้นในภาวะวิกฤต มากกว่าจะเป็นการถอนตัวออกจากตลาดการเงินสหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้ TokenPost รายงานเรื่องการย้ายทองคำ 86 ตันของ DNB ไปยังลอนดอนและการปรับกลยุทธ์การจัดเก็บทองคำไว้แล้ว การดำเนินการครั้งนี้ยังคงมีสาระสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงสถานที่เก็บและความสามารถในการซื้อขาย มากกว่าการเปลี่ยนแปลงปริมาณทองคำสำรอง
การย้ายทองคำสำรองไม่ได้จำเป็นต้องเกิดจากการขนส่งแท่งทองคำทั้งหมดทางกายภาพเสมอไป หน่วยงานสามารถขายทองคำที่เก็บอยู่เดิม แล้วซื้อทองคำจากตลาดอื่นที่เป็นไปตามมาตรฐานการซื้อขายระหว่างประเทศ รวมถึงใช้วิธีการย้ายทองคำจริงควบคู่กัน
การซื้อทองคำของจีนยังคงปรากฏในข้อมูลทางการ สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า ธนาคารประชาชนจีนเพิ่มทองคำสำรอง 20.2 ตันในเดือนสิงหาคม ทำให้ทองคำสำรองอย่างเป็นทางการเพิ่มขึ้นเป็น 2,387 ตัน และทองคำคิดเป็น 9% ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีน
สภาทองคำโลกระบุว่า ธนาคารประชาชนจีนซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่าจีนซื้อทองคำในปริมาณสองเท่าของตัวเลขที่ประกาศอย่างเป็นทางการ
ตัวเลขทองคำสำรองของธนาคารกลางอ้างอิงจากข้อมูลที่แต่ละประเทศเปิดเผยต่อสาธารณะ จึงควรแยกคำอธิบายที่ว่าการซื้อทองคำแบบไม่เปิดเผยของธนาคารกลางอาจมีสัดส่วนสำคัญในตลาด ออกจากการสรุปว่าปริมาณการซื้อจริงของประเทศใดประเทศหนึ่งสูงกว่าตัวเลขทางการเป็นสองเท่า
ความต้องการทองคำของจีนไม่ได้มาจากการซื้อของธนาคารกลางเพียงอย่างเดียว ปริมาณทองคำที่กองทุน ETF ของจีนถือครองเพิ่มขึ้นเป็น 293 ตัน ขณะที่ปริมาณการซื้อขายสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าเฉลี่ยต่อวันของตลาดซื้อขายล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้เพิ่มขึ้น 36% จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 396 ตัน
ในทางกลับกัน ปริมาณการถอนทองคำจากตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ลดลง 22% จากเดือนก่อนหน้า การเพิ่มขึ้นของการซื้อขาย ETF และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเกิดขึ้นพร้อมกับการลดลงของความต้องการทองคำจริงในตลาดค้าส่ง จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าความต้องการทองคำทุกช่องทางในจีนเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนทั้งการบริหารทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของธนาคารกลางและความต้องการลงทุนของภาคเอกชน ธนาคารกลางปรับทั้งปริมาณและสถานที่เก็บทองคำ ขณะที่ตลาดการเงินสร้างความต้องการซื้อขายและลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์อย่าง ETF และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางบริหารไม่เพียงปริมาณทองคำที่ถือครอง แต่ยังรวมถึงสถานที่จัดเก็บและความรวดเร็วในการนำทองคำออกมาซื้อขายด้วย การย้ายทองคำของ DNB และการซื้อทองคำอย่างเป็นทางการของจีนเป็นมาตรการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างการจัดเก็บและปริมาณสำรองตามลำดับ จึงไม่ควรสรุปโดยตรงว่าเป็นการถอนตัวในวงกว้างจากระบบการเงินสหรัฐฯ หรือเป็นสัญญาณยืนยันทิศทางราคาทองคำ
ความคิดเห็น 0