ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เสนอแนวทางรวมเงินยูโรดิจิทัลสำหรับการชำระเงินของประชาชนเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานสำหรับชำระสินทรัพย์โทเคน โดยมีเป้าหมายให้เงินธนาคารกลางยังเป็นมาตรฐานการชำระเงินในระบบการเงินดิจิทัล ควบคู่กับเงินสดและเงินฝากธนาคาร
ปิเอโร ชิปโปโลเน (Piero Cipollone) กรรมการบริหาร ECB อธิบายในสุนทรพจน์ผ่านเว็บคาสต์ MNI Connect ที่แฟรงก์เฟิร์ตเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมว่า เงินยูโรดิจิทัลจะใช้กับการชำระเงินทั่วไป ส่วน Pontes จะรองรับการชำระสินทรัพย์โทเคนในตลาดค้าส่ง และ Appia จะวางโครงสร้าง มาตรฐาน และธรรมาภิบาลของระบบนิเวศการเงินโทเคนในยุโรป เขานำเสนอทั้งสามโครงการในฐานะการขยายบทบาทของเงินธนาคารกลางสู่รูปแบบดิจิทัล
เงินยูโรดิจิทัลเป็นเงินธนาคารกลางในรูปแบบดิจิทัลสำหรับการโอนเงินระหว่างบุคคล การซื้อขายอีคอมเมิร์ซ และการชำระเงินที่ร้านค้า ทั้งยังอยู่ระหว่างการออกแบบให้รองรับการชำระเงินออนไลน์และออฟไลน์ และทำหน้าที่เสริมเงินสดกับช่องทางชำระเงินของภาคเอกชน ธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจะรับผิดชอบบริการสำหรับผู้ใช้และการกระจายเงิน
ชิปโปโลเนระบุว่า สองในสามของการชำระเงินด้วยบัตรในยูโรโซนอาศัยเครือข่ายบัตรระหว่างประเทศ และ 13 จาก 21 ประเทศในยูโรโซนไม่มีเครือข่ายบัตรภายในประเทศ นอกจากนี้ เขาระบุว่าการชำระเงินข้ามพรมแดนคิดเป็น 5% ของตลาด
ผลกระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารเป็นการวิเคราะห์ภายใต้สมมติฐาน ECB วิเคราะห์ธนาคาร 2,025 แห่งตามคำขอของรัฐสภายุโรป โดยสมมติวงเงินถือครองเงินยูโรดิจิทัลที่ 500–3,000 ยูโร ในสถานการณ์ปกติ หากกำหนดวงเงินไว้ที่ 3,000 ยูโรและไม่นับเงินฝากที่อาจไหลเข้าจากการใช้เงินสดที่ลดลง อัตราส่วนสภาพคล่องระยะสั้น (LCR) ของภาคธนาคารคาดว่าจะลดจาก 166% เป็น 163% ส่วนอัตราส่วนเงินทุนที่มีเสถียรภาพสุทธิ (NSFR) คาดว่าจะลดจาก 128% เป็น 127% ECB ระบุว่านี่เป็นเพียงการวิเคราะห์เพื่อประกอบการพิจารณา และยังไม่ได้กำหนดวงเงินถือครองขั้นสุดท้าย
ECB ยังรวมเงินฝากที่อาจเพิ่มขึ้นจากการใช้เงินสดที่ลดลงไว้ในการวิเคราะห์ โดยประเมินว่าเงินฝากอาจเพิ่มขึ้น 127,000 ล้านยูโรภายในปี 2034 คิดเป็น 0.4% ของสินทรัพย์ภาคธนาคาร และ 1.5% ของเงินฝากออมทรัพย์ที่ถอนได้ทันที ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการ ไม่ใช่เงินที่ไหลเข้าแล้ว
ในตลาดการเงินค้าส่ง โครงการ Pontes เปิดตัวเมื่อวันที่ 21 กันยายน โดยเชื่อมแพลตฟอร์มเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ (DLT) ของตลาดเข้ากับบริการของยูโรซิสเต็ม เพื่อให้ชำระธุรกรรมสินทรัพย์โทเคนด้วยเงินธนาคารกลาง ECB ตั้งเป้าให้ระบบทำงานได้เต็มรูปแบบภายในกลางปี 2028 และมีแผนต่อยอดให้เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ พร้อมรองรับการทำธุรกรรมแบบตั้งโปรแกรมและหลายสกุลเงิน
ส่วน Appia เป็นแผนระยะยาวที่มุ่งวางโครงสร้าง มาตรฐาน และธรรมาภิบาลสำหรับระบบนิเวศการเงินโทเคนแบบบูรณาการ ECB ระบุว่าได้รับความเห็น 127 รายการจากการเปิดรับฟังความคิดเห็น และ 90% ของผู้ตอบแจ้งว่าพร้อมมีส่วนร่วม โดยตั้งเป้าจัดทำพิมพ์เขียวของระบบนิเวศภายในปี 2028
ECB อธิบายว่าเงินธนาคารกลางในรูปแบบโทเคนไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเบียดขับเงินฝากธนาคารในรูปแบบโทเคน แต่จะเป็นฐานการชำระเงินที่ช่วยให้เงินฝากโทเคนซึ่งออกโดยธนาคารต่างแห่งแลกเปลี่ยนกันได้ตามมูลค่าที่ตราไว้ หากกระบวนการออกกฎหมายเงินยูโรดิจิทัลเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2026 ECB ระบุว่าจะเตรียมความพร้อมสำหรับการออกเงินยูโรดิจิทัลครั้งแรกที่อาจเกิดขึ้นในปี 2029
เงินยูโรดิจิทัลต่างจากเงินสดและเงินฝากธนาคารอย่างไร?
เงินยูโรดิจิทัลเป็นเงินธนาคารกลางรูปแบบดิจิทัลที่ ECB กำลังวางแผน ไม่ใช่เงินที่ฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์ และอยู่ระหว่างเตรียมให้ใช้โอนเงินระหว่างบุคคล รวมถึงชำระเงินออนไลน์และที่ร้านค้า ECB ระบุว่าจะทำหน้าที่เสริมเงินสดและช่องทางชำระเงินของภาคเอกชน โดยธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจะดูแลบริการสำหรับผู้ใช้และการกระจายเงิน
Pontes กับ Appia มีบทบาทต่างกันอย่างไร?
Pontes เชื่อมแพลตฟอร์ม DLT ของตลาดกับบริการยูโรซิสเต็ม เพื่อชำระธุรกรรมสินทรัพย์โทเคนด้วยเงินธนาคารกลาง โครงการเปิดตัวเมื่อวันที่ 21 กันยายน และ ECB ตั้งเป้าให้ทำงานได้เต็มรูปแบบภายในกลางปี 2028 ส่วน Appia เป็นแผนระยะยาวสำหรับวางโครงสร้าง มาตรฐาน และธรรมาภิบาลของระบบนิเวศการเงินโทเคนในยุโรป ECB ระบุว่ามีผู้ส่งความเห็นต่อ Appia 127 รายการ โดย 90% ของผู้ตอบแจ้งความประสงค์ที่จะมีส่วนร่วม และตั้งเป้าจัดทำพิมพ์เขียวภายในปี 2028
กำหนดวงเงินถือครองเงินยูโรดิจิทัลที่ 3,000 ยูโรแล้วหรือยัง?
ยัง ECB ใช้วงเงินสมมติ 500–3,000 ยูโรในการวิเคราะห์ผลกระทบต่อธนาคาร ภายใต้สถานการณ์ปกติที่ใช้วงเงิน 3,000 ยูโรและไม่นับเงินฝากที่อาจเพิ่มจากการใช้เงินสดลดลง อัตราส่วน LCR คาดว่าจะลดจาก 166% เป็น 163% และ NSFR จาก 128% เป็น 127% ECB ย้ำว่าผลนี้เป็นเพียงการวิเคราะห์ประกอบ และยังไม่ได้กำหนดวงเงินขั้นสุดท้าย ขณะที่เงินฝากที่อาจเพิ่มขึ้นจากการใช้เงินสดลดลงจนถึงปี 2034 เป็นตัวเลขประมาณการ 127,000 ล้านยูโร
ความคิดเห็น 0