Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

วิตาลิกชี้ทางใหม่ อีเธอเรียม(ETH) ควร ‘ขยายขนาด’ แทน ‘เพิ่มความเร็ว’ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

วิตาลิกมุ่งขยาย ‘อีเธอเรียม’ ด้วยการเพิ่มขนาดมากกว่าความเร็ว

วิตาลิก บูเทอริน ผู้ร่วมก่อตั้งอีเธอเรียม(ETH) เสนอแนวคิดขยายเครือข่ายในแนวทางใหม่ โดยไม่เน้นเพียงแค่ ‘ความเร็ว’ แต่ให้ความสำคัญกับ ‘ขนาด’ หรือปริมาณข้อมูลที่ระบบสามารถจัดการได้ในแต่ละครั้ง โดยเปรียบเทียบกับการขยายถนนทางด่วน ด้วยการเพิ่ม ‘เลน’ แทนที่จะเร่งความเร็วของรถยนต์ทั้งหมด

ในบล็อกทางเทคนิคส่วนตัวของเขา วิตาลิกอธิบายว่า การลด ‘เวลาหน่วง’ หรือ *Latency* มีขีดจำกัดทางกายภาพ เช่น ความเร็วของแสง ในทางกลับกัน การเพิ่มความจุในการรับส่งข้อมูล (*Bandwidth*) เป็นแนวทางที่สามารถขยายระบบได้จริงโดยไม่ต้องชนกับกำแพงข้อจำกัดทางฟิสิกส์ ความคิดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการถามว่า “อะไรที่เป็นไปไม่ได้เลย” แทนที่จะเป็น “อะไรที่ยาก”

วิตาลิกอธิบายว่า ทุกวันนี้การใช้อีเธอเรียมเปรียบเหมือนรถติดบนทางด่วน ทางแก้จึงมี 2 ทาง คือ เร่งความเร็วรถทุกคัน หรือเพิ่มจำนวนเลนเพื่อให้รถวิ่งพร้อมกันได้มากขึ้น ซึ่งเขาชี้ว่า การเพิ่มความเร็วเป็นเรื่องที่เสี่ยงและไม่ยั่งยืน แต่การขยาย ‘เลน’ หรือเพิ่ม *Bandwidth* คือคำตอบที่เหมาะสมกว่า

แนวคิดการขยายด้วยการเพิ่มขนาดแทนความเร็วของเขาไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้ในบทความ "Limits to Blockchain Scalability" เมื่อ 5 ปีก่อน วิตาลิกเคยโต้แย้งกับความเห็นของอีลอน มัสก์(Elon Musk) เกี่ยวกับการขยายระบบโดยไม่สูญเสียความปลอดภัยและการกระจายศูนย์ โดยเขาเตือนว่า การเพิ่มทั้งความเร็วและขนาดพร้อมกันนั้นยากมากหากต้องการรักษาความปลอดภัยและความเป็นกระจายศูนย์ไว้

อีกหลักการหนึ่งที่วิตาลิกยึดถืออย่างมั่นคงคือ เรื่องของ *การเข้าถึง และความกระจายศูนย์* โดยเขาเชื่อว่า ใครๆ ก็ควรจะสามารถรันโหนดได้เอง หากเรายอมแลกสิ่งนี้กับประสิทธิภาพที่สูงขึ้น เช่น โดยผลักภาระให้โหนดถูกควบคุมในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ เท่ากับว่าแนวคิด ‘Web3’ และการถือสิทธิ์ของตัวเอง (*Self-sovereignty*) จะพังทลาย วิตาลิกเตือนว่าสถานการณ์เช่นนั้นอาจนำไปสู่วงปิดของเหล่า "เอลิทบล็อกเชน" ที่รวมตัวกันเปลี่ยนกฎได้ตามใจ

ถึงแม้เขาจะเน้นที่แนวทางการขยายด้วย *Bandwidth* แต่วิตาลิกก็ไม่ปฏิเสธเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความเร็ว เช่น การใช้โครงสร้างแบบเพียร์-ทู-เพียร์(P2P) ร่วมกับเทคนิค ‘การเข้ารหัสแบบลบข้อมูล’ (*Erasure Coding*) ที่ทำให้การรับส่งข้อมูลเร็วขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่ม Bandwidth หรือวิธีลดจำนวนโหนดในแต่ละ Slot ที่อาจเพิ่มความเร็วได้ 3-6 เท่า อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่านี่เป็นแค่แนวทางเสริม ไม่ใช่แนวทางหลักของระบบ

สุดท้าย วิตาลิกนิยามเป้าหมายของอีเธอเรียมว่า “เป็นเหมือนจังหวะหัวใจของโลก” เขาเชื่อว่า อีเธอเรียมควรเป็นระบบที่เชื่อถือได้และมีจังหวะการเต้นที่เสถียร มากกว่าจะเร็วจัดหรือโต้ตอบแบบเรียลไทม์ เขากล่าวถึงเทคโนโลยีอย่าง ZKPs(Zero-Knowledge Proofs) และ PeerDAS ว่าเป็นเครื่องมือที่ทำให้อีเธอเรียมสามารถขยายตัวได้ในระดับ ‘พันเท่า’ ในทางทฤษฎี โดยไม่กระทบต่อหลักความกระจายศูนย์

มุมมองของวิตาลิกสะท้อนแนวคิดที่ว่า อีเธอเรียมเมนเน็ตควรมีรากฐานมั่นคงอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนแอปพลิเคชันที่ต้องการความเร็วหรือปริมาณสูงควรย้ายไปประมวลผลในเลเยอร์2 เช่น อาร์บิทรุม หรือ ออปทิสมิสติกโรลอัป

"ความคิดเห็น" ยุทธศาสตร์นี้แสดงให้เห็นว่า วิสัยทัศน์การเติบโตของอีเธอเรียม ไม่ได้อยู่ที่การตอบสนองระยะสั้นด้วยการเพิ่มความเร็ว แต่มุ่งออกแบบระบบที่สามารถรองรับอนาคตได้อย่างยั่งยืน พร้อมรักษาความเป็น ‘บล็อกเชนของประชาชน’ ไว้เสมอ

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1