มอร์แกน สแตนลีย์เดินหน้าสู่ตลาด ETF ของอีเธอเรียม พร้อมผนวกผลตอบแทนจากการสเตก
ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่างมอร์แกน สแตนลีย์ กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดกองทุน ETF ที่อ้างอิงสกุลเงินดิจิทัลอีเธอเรียม(ETH)อย่างจริงจัง โดยล่าสุดได้ยื่นเอกสาร S-1 ต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ สหรัฐฯ (SEC) สำหรับกองทุนใหม่ ‘Morgan Stanley Ethereum Trust’ ซึ่งถูกออกแบบให้สะท้อนทั้งราคา ETH และ *ผลตอบแทนจากการสเตก* ที่เกิดจากการถือเหรียญไว้ในระบบ
เมื่อวันที่ 9 (เวลาท้องถิ่น) มอร์แกน สแตนลีย์ได้ยื่นเอกสารการจัดตั้งกองทุนใหม่ที่ไม่เพียงแค่ติดตามราคาของอีเธอเรียมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำเหรียญบางส่วนในกองทุนไป *สเตก* เพื่อรับรางวัล และส่งต่อต่อให้กับนักลงทุนที่ถือครองด้วย โครงสร้างของกองทุนระบุว่า จะนำ ‘เหรียญ ETH ในสัดส่วนมากที่สุดเท่าที่ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและความสามารถในการไถ่ถอนจะเอื้ออำนวย’ ไปเข้าสู่ระบบการสเตก พร้อมจับมือกับผู้ให้บริการสเตกภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญ
อย่างไรก็ตาม ใบสมัครดังกล่าวยังไม่ได้ระบุรายละเอียดของตลาดรองที่จะจดทะเบียน ETF นี้ไว้ รวมถึงชื่อย่อสัญลักษณ์(Ticker), สถาบันรับฝากทรัพย์สิน หรือวันเปิดซื้อขาย โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรอการอนุมัติจาก SEC ทั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ขยายตลาดคริปโตของมอร์แกน สแตนลีย์ หลังจากที่บริษัทได้ยื่นขอจัดตั้งกองทุนที่เชื่อมโยงกับบิตคอยน์(BTC) และโซลานา(SOL) ไปเมื่อวันเดียวกันด้วย
ในแถลงการณ์ที่ออกเมื่อวันที่ 6 มกราคม มอร์แกน สแตนลีย์ยืนยันว่า ทั้งกองทุน Bitcoin Trust และ Solana Trust จะมีลักษณะ ‘กองทุนแบบ Passive’ ที่มุ่งเน้นสะท้อนราคาสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง โดยเฉพาะตัว Solana Trust ที่จะดำเนินกลไกสเตกเช่นเดียวกัน ผ่านผู้ดูแลสินทรัพย์หรือผู้ให้บริการสเตกรายที่สาม
ภาคการเงินดั้งเดิมรุกคริปโต ต่อแรงสนับสนุนจากฝ่ายบริหารของทรัมป์
การเปิดตัว ETF อีเธอเรียมในครั้งนี้สะท้อนถึงแนวโน้มที่ภาคการเงินแบบดั้งเดิมกำลังรุกเข้าสู่โลกของคริปโตอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อแรงหนุนจาก *ฝ่ายบริหารของทรัมป์* ที่ผลักดันยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ให้เป็น "ศูนย์กลางคริปโตระดับโลก" ยังคงส่งผลต่อทั้งกฎระเบียบและท่าทีของหน่วยงานต่าง ๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา SEC ได้มีการปรับปรุงเกณฑ์การอนุมัติ ETF และวางโครงสร้างการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2024 มอร์แกน สแตนลีย์ได้กลายเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีการถือครองกองทุน ETF บิตคอยน์มากที่สุดในสหรัฐฯ โดยให้บริการกับ *นักลงทุนความเสี่ยงสูงที่มีสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ* (ราว 54 ล้านบาท) และตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 เป็นต้นไป บริษัทจะขยายสิทธิ์ในการเข้าถึงกองทุนคริปโตให้กับ *นักลงทุนรายย่อย* รวมถึง *บัญชีเกษียณ* หรือภาคครัวเรือนทั่วไป ซึ่งหมายความว่าที่ปรึกษาด้านการเงินของบริษัทสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับคริปโตได้กับลูกค้าทุกราย
นอกจากนี้ มอร์แกน สแตนลีย์ยังได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่า จะเปิดแพลตฟอร์มการซื้อขายบิตคอยน์, อีเธอเรียม และโซลานา ผ่านทาง *บริษัทลูก E*Trade โดยตรง ซึ่งจะขยายช่องทางการเข้าถึงของผู้ใช้งานในระดับรายย่อยให้กว้างขึ้น
*ความคิดเห็น:* ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มผลิตภัณฑ์เพื่อกระจายความเสี่ยงในกลุ่มคริปโต แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการบรรจบกันระหว่าง ‘การลงทุนแบบดั้งเดิม’ และ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ อย่างจริงจัง ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า การเปิดตัว ETF อีเธอเรียมของสถาบันขนาดใหญ่นี้ อาจเป็น *แรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันตลาดคริปโตเข้าสู่กระแสหลักและระบบทางการ* มากยิ่งขึ้น
ความคิดเห็น 0