หลังจากควบคุมการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลของนิติบุคคลมานานกว่า 9 ปี ขณะนี้ทางการเกาหลีใต้เตรียม ‘ปลดล็อก’ ให้บริษัทสามารถลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลได้อย่างเป็นทางการ โดยสำนักงานคณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ (Financial Services Commission) วางแผนจะออกแนวทางการลงทุนสำหรับนิติบุคคลภายในช่วงปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะอนุญาตให้บริษัทและนักลงทุนสถาบันที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นระบบ
ตามรายงานของ *Seoul Economic Daily* เมื่อวันที่ 12 ทางหน่วยงานจะเปิดให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบันสามารถจัดสรรเงินทุนได้สูงสุด 5% ของเงินทุนตนเองเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลโดยมีเป้าหมายเพื่อการลงทุนและการวางโครงสร้างทางการเงิน ‘การเปิดเสรี’ ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจกระตุ้นความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในตลาดคริปโตของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะด้านการเงินสถาบัน
ทั้งนี้ นโยบายใหม่ไม่ได้เปิดเสรีอย่างสมบูรณ์ โดยระยะแรกจะอนุญาตให้ลงทุนได้เฉพาะใน ‘20 อันดับแรก’ ของคริปโตเคอร์เรนซีตามมูลค่าตลาดเท่านั้น และจะต้องดำเนินการซื้อขายผ่าน 5 แพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาตภายในประเทศ ได้แก่ อัพบิท, บิทซัม, โกแพ็กซ์, คอร์บิท และคอยน์วัน ส่วนคริปโตประเภทสเตเบิลคอยน์ที่มีการตรึงค่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐ เช่น เทเธอร์(USDT) ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่
แนวทางใหม่นี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนการผ่อนคลายข้อจำกัดการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลตามลำดับขั้น ซึ่งเริ่มเปิดเผยครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยทางการได้เริ่มเปิดวงประชุม “กลุ่มงานคริปโต” ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม เพื่อแชร์แนวทางนี้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
**ผลกระทบของนโยบายนี้อาจมีขนาดมหาศาล** มีรายงานว่าเพียงบริษัทขนาดใหญ่อย่างเน이버ซึ่งมีทุนตัวเองมากถึง 27 ล้านล้านวอน (ประมาณ 7 แสนล้านบาท) ก็สามารถลงทุนได้หลายพันหน่วยบิตคอยน์(BTC) หรือราว 6.5 พันล้านบาทตามราคาในปัจจุบัน สถานการณ์นี้ทำให้เกิด ‘ความหวังใหม่’ สำหรับการจัดตั้งกองทุน ETF สำหรับคริปโต และการผลักดันโครงการออกสเตเบิลคอยน์แห่งชาติเพิ่มเติม
ความคิดเห็น: ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่า ‘คริปโตไม่ใช่เพียงทรัพย์สินเสี่ยง’ สำหรับนักลงทุนรายย่อยอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่นิติบุคคลเริ่มให้ความสนใจอย่างจริงจัง
การเปิดตลาดครั้งนี้ยังมีนัยเชิงบวกต่อวงการสตาร์ตอัปด้านบล็อกเชนในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทที่เคยใช้วิธีการลงทุนผ่านต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดเดิม ก็อาจพิจารณาเข้ามาลงทุนผ่านตลาดในประเทศแทน นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เปิดเผยยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภายใต้ชื่อ “กลยุทธ์การเติบโต 2026” ซึ่งระบุเป้าหมายให้ 25% ของการใช้จ่ายภาครัฐในปี 2030 ถูกดำเนินการผ่านสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC)
ในส่วนของการกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ รัฐบาลมีแผนจะนำระบบออกใบอนุญาต (licensing) มาใช้ พร้อมบังคับให้ผู้ออกคอยน์ต้องมีทุนสำรองเต็มจำนวนและรับประกันสิทธิ์การไถ่ถอนแก่ผู้ใช้งาน
ท้ายที่สุด การเปิดทางให้นิติบุคคลลงทุนในคริปโตอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดภายในประเทศ จากเดิมที่เน้นผู้บริโภครายย่อย ไปสู่ตลาดที่ขับเคลื่อนโดย ‘ทุนสถาบัน’ และอาจเป็นชนวนให้เกิดการปรับปรุงนโยบายด้านการบัญชีและภาษีสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญในการลดช่องว่างระหว่างการเงินดิจิทัลในประเทศกับตลาดโลกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ความคิดเห็น 0