ฟิทช์เรทติ้งส์เตือน “หลักทรัพย์มีบิตคอยน์(BTC)เป็นหลักประกัน” เสี่ยงระดับ ‘จังก์บอนด์’ ชี้ความผันผวนสูงเสี่ยงขาดทุนหนัก
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ฟิทช์เรทติ้งส์(Fitch Ratings) ซึ่งเป็นหนึ่งในสามบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ของสหรัฐฯ ได้ออกบทวิเคราะห์เตือนว่าหลักทรัพย์ที่ใช้บิตคอยน์(BTC)เป็นหลักประกันมีความเสี่ยงในระดับเทียบเท่าหุ้นกู้เก็งกำไรหรือ ‘จังก์บอนด์’ เนื่องจากโครงสร้างของสินทรัพย์มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาและความเสี่ยงจากคู่สัญญา ทำให้มีโอกาสเกิด ‘ความสูญเสียขนาดใหญ่’ หากมูลค่าทรัพย์สินร่วงลงอย่างรุนแรง
ฟิทช์ระบุว่า ผู้ออกตราสารที่ใช้บิตคอยน์เป็นหลักประกันมักจะสร้างหนี้จากบิตคอยน์ที่ถูกนำมาวางค้ำไว้ในสัดส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากราคาของบิตคอยน์ดิ่งลง ความสัมพันธ์ระหว่างหนี้และหลักประกันจะพังทลาย ส่งผลให้ต้องมีการบังคับขายสินทรัพย์ ซึ่งจะนำมาซึ่ง ‘การล็อกความสูญเสีย’ หรือการรับรู้ขาดทุนที่ไม่สามารถเลี่ยงได้ ความคิดเห็น: โครงสร้างลักษณะนี้จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงระดับสูงเท่านั้น
ฟิทช์อธิบายเพิ่มเติมว่า สัดส่วน ‘คัฟเวอเรจเลเวล’ หรือสัดส่วนระหว่างมูลค่าหลักประกันกับมูลหนี้ที่ออกมีความสำคัญมาก ตัวอย่างเช่น หากออกตราสารหนี้ 7,000,000 วอนโดยมีบิตคอยน์มูลค่า 10,000,000 วอนค้ำประกัน ในกรณีที่ราคาบิตคอยน์ลดลงต่ำกว่าจำนวนหนี้ จะกระตุ้นให้เกิดการบังคับขายทันที
รายงานยังหยิบยกกรณีล้มละลายของบริษัทสินเชื่อคริปโตอย่างบล็อกไฟ(BlockFi) และเซลเซียส(Celsius) ช่วงปี 2022-2023 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโมเดลทางการเงินที่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลักประกันสามารถพังทลายลงได้รวดเร็วเพียงใดในช่วงวิกฤต
ในรายงานยังกล่าวถึงกรณีของบริษัทสตาร์ทีจีย์ (Strategy) ที่บริหารโดยไมเคิล เซย์เลอร์(Michael Saylor) แม้จะไม่เอ่ยชื่อโดยตรง แต่รายงานชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของบริษัทใหญ่ที่ถือครองบิตคอยน์จำนวนนับแสนเหรียญ และพึ่งพาโครงสร้างเงินกู้ที่เกี่ยวพันกับราคาบิตคอยน์ซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย Strategy ถือครองบิตคอยน์มากถึง 688,000 เหรียญ และออกตราสารหนี้รวมถึงเพิ่มทุนเพื่อเข้าซื้อบิตคอยน์อย่างต่อเนื่อง ความคิดเห็น: กลยุทธ์ที่พึ่งพาเลเวอเรจผ่านสินทรัพย์ผันผวนระดับนี้ เพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างความน่าเชื่อถือของบริษัทกับราคาคริปโต
อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ย้ำว่า คำเตือนครั้งนี้ 'ไม่เกี่ยวข้อง' กับบิตคอยน์ ETF แบบสปอต ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่จัดอยู่ในประเภท ‘หลักทรัพย์รูปแบบหุ้น’ มิใช่ตราสารหนี้ ทั้งนี้ ฟิทช์มองว่า การเข้ามาของนักลงทุนสถาบันผ่าน ETF อาจทำให้ตลาดมีฐานผู้ถือครองที่หลากหลายขึ้น และจะช่วยลด ‘ความผันผวนเฉียบพลัน’ ในระยะยาว
ก่อนหน้านี้ ฟิทช์เคยเตือนว่าธนาคารสหรัฐฯ ที่รับความเสี่ยงจากสินทรัพย์ดิจิทัลเกินไป อาจได้รับผลกระทบด้านชื่อเสียง สภาพคล่อง และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบพร้อมกัน
บทวิเคราะห์ล่าสุดนี้จึงคล้ายเป็น ‘สัญญาณ’ ถึงตลาด ว่าการนำบิตคอยน์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินภายใต้กฎหมาย ต้องมีการประเมินความเสี่ยงอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในแง่โครงสร้างของผลิตภัณฑ์ที่ยึดโยงกับราคาคริปโตมากเกินไป ท่ามกลางเทรนด์ที่คริปโตเคลื่อนตัวเข้าใกล้ตลาดทุนแบบดั้งเดิมมากขึ้น คำถามที่ตามมาคือ ‘เส้นแบ่งระหว่างความปลอดภัยและการเก็งกำไรอยู่ตรงไหน’ ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงอย่างต่อเนื่องในช่วงต่อไป
ความคิดเห็น 0