บริษัทเลเซอร์ ดิจิทัล (Laser Digital) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโนมูระ กลุ่มการเงินรายใหญ่จากญี่ปุ่น ได้ยื่นคำร้องขอใบอนุญาต ‘ธนาคารทรัสต์แห่งชาติ’ สหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดทางให้สามารถให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลได้ทั่วประเทศ โดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากแต่ละรัฐในสหรัฐ ตามรายงานจาก Financial Times เมื่อวันที่ 26
เลเซอร์ ดิจิทัล ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2022 และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ได้รับการอนุมัติด้านกฎระเบียบแล้วในหลายเขตอำนาจศาล เช่น สวิตเซอร์แลนด์และดูไบ การดำเนินการในครั้งนี้สะท้อนสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในทิศทางบวกของ ‘สภาพแวดล้อมกฎระเบียบ’ ในสหรัฐ ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการที่บริษัทคริปโตจะเข้าถึงระบบการเงินสหรัฐได้มากขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทระบุว่าจะให้บริการเฉพาะการเทรดคริปโตที่อิงจากสินทรัพย์จริง และจะไม่รับเงินฝากจากลูกค้า ส่วนขั้นตอนในการขอใบอนุญาตจากสำนักงานกำกับดูแลสกุลเงินของสหรัฐ (OCC) อาจกินเวลาสูงสุดถึง 1 ปี โดยต้องผ่านกระบวนการอนุมัติเบื้องต้น, การประเมินเงินทุน และประสิทธิภาพการดำเนินงานก่อนจะได้รับอนุมัติขั้นสุดท้าย
ในอีกด้าน สเตเบิลคอยน์กำลังกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของธนาคารทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ธนาคารท้องถิ่นอาจเผชิญแรงกดดันรุนแรงจากกระแสนิยมของคริปโตที่มีมูลค่าคงที่นี้
เจฟ เคนดริก หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เปิดเผยในรายงานเมื่อวันที่ 26 ว่า ‘สเตเบิลคอยน์’ กำลังท้าทายโมเดลรายได้จากดอกเบี้ยของธนาคาร โดยการลดการพึ่งพารายได้จากมาร์จิ้นดอกเบี้ยบนพื้นฐานเงินฝาก เคนดริกระบุเพิ่มเติมว่า หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป ‘เงินฝากของธนาคารสหรัฐอาจลดลงได้มากถึง 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาดของสเตเบิลคอยน์ทั้งหมด’ ปัจจุบันสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 301.4 พันล้านดอลลาร์ (ราว 433 ล้านล้านวอน)
ในขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายความชัดเจน (CLARITY bill) ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาสหรัฐ มีข้อกำหนดห้ามจ่ายดอกเบี้ยจากการถือครองสเตเบิลคอยน์ และความล่าช้าในการอนุมัติกฎหมายดังกล่าวก็สะท้อนถึง ‘ความไม่แน่นอนทางกฎเกณฑ์’ ที่ธนาคารยังต้องเผชิญต่อไป
เจฟ เคนดริกเตือนว่า ธนาคารระดับกลางและขนาดเล็ก เช่น 헌팅턴 뱅크셰어스, M&T Bank, Truist Financial และ CFG Bank ซึ่งพึ่งพารายได้จากเงินฝากเป็นสัดส่วนสูง อาจเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากแนวโน้มนี้
ด้านอุตสาหกรรมเหมืองคริปโตในสหรัฐฯ ก็เผชิญแรงกระแทกอย่างหนักจากภัยหนาวที่ปกคลุมประเทศในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยส่งผลกระทบต่อ ‘เฮชเรต’ ของเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) อย่างมีนัยสำคัญ
ตามรายงานของ AccuWeather เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พายุหิมะและสภาพอากาศหนาวเย็นปกคลุม 36 รัฐทั่วสหรัฐ ทำให้ประชาชนกว่า 1 ล้านคนสูญเสียการเข้าถึงไฟฟ้า ส่งผลให้บางเหมืองคริปโตต้องหยุดดำเนินการโดยสิ้นเชิง บริษัท Abundant Mines ที่ตั้งอยู่ในรัฐโอเรกอนเปิดเผยว่า ‘กว่า 40% ของกำลังประมวลผลการขุดคริปโตทั่วโลกได้หยุดลงในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา’
แพลตฟอร์ม CoinWarz รายงานว่า เฮชเรตของเครือข่ายบิตคอยน์ร่วงลงเหลือ 663 EH/s ในวันอาทิตย์จากระดับปกติในวันศุกร์ ซึ่งถือว่าลดลงกว่า 40% ภายในเวลาเพียง 2 วัน อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณฟื้นตัวในวันจันทร์ โดยระดับเฮชเรตได้ดีดกลับมาอยู่ที่ 854 EH/s
จากข้อมูลของ HashrateIndex สหรัฐถือครองสัดส่วนกำลังขุดบิตคอยน์ทั่วโลกอยู่ที่ 38% ซึ่งมากที่สุดในโลก แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานด้านการขุดเหมืองในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ
*ความคิดเห็น* สถานการณ์นี้ตอกย้ำว่า ‘ภูมิอากาศ’ และ ‘เสถียรภาพทางพลังงาน’ เป็นปัจจัยสำคัญที่บริษัทขุดคริปโตจะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในการเลือกทำเลที่ตั้งในอนาคต
ความคิดเห็น 0