เครือข่ายฟอกเงินโดยใช้ภาษาจีนฟอกคริปโตผิดกฎหมายกว่า 21 ล้านล้านวอนในปี 2025
รายงานล่าสุดจากบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนชื่อดังอย่าง Chainalysis เปิดเผยว่า เครือข่ายฟอกเงินที่ใช้ภาษาจีนเป็นหลัก (Chinese-Money Laundering Network - CMLN) ได้ดำเนินการฟอกคริปโตเคอร์เรนซีมูลค่าสูงถึง 16.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 23 ล้านล้านวอน (ประมาณ 21 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 ที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยมีการเคลื่อนไหวของเงินวันละมากกว่า 6.3 หมื่นล้านวอน ผ่านกระเป๋าเงินออนเชนกว่า 1,799 รายการ
จากข้อมูลที่ถูกเปิดเผยบางส่วนของรายงาน “Crypto Crime Report 2026” Chainalysis ระบุว่า แนวโน้มการฟอกเงินคริปโตนั้นมีความซับซ้อนและเป็นระบบมากขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมเตือนว่าเทคนิคใหม่เหล่านี้อาจกลายเป็น ‘สัญญาณอันตราย’ ระดับโลกในเชิงความมั่นคง
รายงานยังชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของ ‘การเข้าถึง’ และ ‘สภาพคล่อง’ ของสินทรัพย์ดิจิทัล กำลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการฟอกเงิน โดย CMLN เบี่ยงเบนจากแพลตฟอร์มกระดานเทรดแบบรวมศูนย์ไปสู่การใช้เครือข่ายที่กระจัดกระจายและมีการหลีกเลี่ยงการติดตามอย่างชัดเจน
ครอบคลุมฟอกเงินผิดกฎหมายทั่วโลกกว่า 20% รายได้จากฟิชชิ่งก็รวมอยู่ด้วย
ในปี 2025 เพียงปีเดียว CMLN รับผิดชอบกระบวนการฟอกเงินผ่านคริปโตเคอร์เรนซีประมาณ *20%* ของตลาดโลก และยังเป็นเส้นทางหลักในการเคลื่อนย้ายเงินจากการก่ออาชญากรรมที่เรียกว่า ‘หมูถูกเชือด’ หรือแผนหลอกให้ลงทุนจนอ้างว่าเสียหายจากระบบ
อ้างอิงจากข้อมูล ระบุว่าเงินจากการหลอกลวงแบบฟิชชิ่งมากกว่า *10%* ถูกฟอกผ่านเครือข่ายนี้ โดยอาชญากรมักหลีกเลี่ยงกระดานเทรดแบบรวมศูนย์ที่อาจถูกระงับบัญชี และหันไปใช้บริการ ‘บล็อกเกอร์–โบรกเกอร์’ แบบนอกระบบ หรือเครือข่ายแบบกระจาย
นับตั้งแต่ปี 2020 เงินที่ไหลเข้าสู่ CMLN ได้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าการใช้กระดานเทรดแบบรวมศูนย์ถึง *7,325 เท่า* และขยายเร็วกว่าแพลตฟอร์มดีไฟ (DeFi) หรือการซื้อขายผิดกฎหมายหลายเท่าตัว ปัจจัยขับเคลื่อนหลักรวมถึงการขยายตัวของชุมชนภาษาจีนบน Telegram และช่องทางท้องถิ่นต่างๆ
ระบบใต้ดินแบบแพลตฟอร์มค้ำประกัน ใช้เทคนิคหลากหลายระดับองค์กร
Chainalysis ระบุว่า มีบริการหลักในระบบ CMLN อย่างต่ำ 6 ประเภทที่มีบทบาทในการฟอกเงินกว่า 16.1 พันล้านดอลลาร์ในปีเดียว โดยกระเป๋าเงินกว่า 1,799 ใบมีการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ และบางบริการสามารถสร้างยอดธุรกรรมสะสมแตะระดับ *1 พันล้านดอลลาร์* ภายในวันเดียว
หัวใจสำคัญคือบริการที่เรียกว่า *‘แพลตฟอร์มค้ำประกัน’* เช่น Huione และ Xinbi ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อคนซื้อและคนขาย พร้อมมีบริการโฆษณาและเอสโครว์รับประกันการซื้อขาย ช่วยให้เมื่อเผชิญกับการสั่งปิดหรือระงับ บริการสามารถเปลี่ยนแพลตฟอร์มใหม่ได้เกือบทันที
วิธีฟอกเงินมีหลายรูปแบบ เช่น เชื่อมต่อกับกลุ่มโบรกเกอร์, ใช้บัญชีม้าแบบ ‘ขบวนจักรยาน’, โอนผ่าน OTC แบบไม่เป็นทางการ, ขายโทเคนผิดกฎหมายในราคาลด (‘Black U’), การฟอกเงินผ่านเว็บพนัน, รวมถึงบริการมิกซิ่งและสวอป
ความมั่นคงโลกถูกคุกคาม หน่วยงานรัฐ-เอกชนต้องร่วมมือกัน
ภาครัฐเริ่มตื่นตัว โดยกระทรวงการคลังสหรัฐผ่านสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรหลักกับเครือข่ายที่เป็นส่วนหนึ่งของ CMLN อย่าง *Prince Group* และสำนักงานเฝ้าระวังอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) ก็ออกคำเตือนเกี่ยวกับ *Huione Group*
Chainalysis ระบุว่า “คริปโตเคอร์เรนซีทำให้การเคลื่อนย้ายเงินข้ามประเทศรวดเร็วขึ้นอย่างมาก” และชี้ว่าองค์กรฟอกเงินดิจิทัลระดับนี้ถึงขั้นเป็น *ภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ*
ความคิดเห็น: ต้องมีการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อใช้ ‘ข้อมูลบล็อกเชน’ และเทคโนโลยีการวิเคราะห์ร่วมกัน โดยต้องพัฒนาเครื่องมือสืบสวนที่เน้นเจาะจงผู้ดำเนินการรายสำคัญ
แม้เทคโนโลยีบล็อกเชนจะให้ ‘ความโปร่งใส’ บนเชนเป็นเครื่องมือทรงพลัง แต่ถ้าไม่มีการออกแบบนโยบายที่เหมาะสมหรือความร่วมมือระหว่างประเทศเพียงพอ ประสิทธิภาพในการปราบปรามก็จะยังคงจำกัดอยู่เท่านั้น
ความคิดเห็น 0