แม้บิตคอยน์(BTC) จะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้งหลังจากเผชิญแรงขายรอบล่าสุด แต่นักวิเคราะห์ยังไม่มั่นใจว่านี่คือจุดเริ่มต้นของตลาดขาขึ้นอย่างแท้จริง โดยมี 3 ดัชนีหลักที่ถูกจับตาเพื่อบ่งชี้ทิศทางแนวโน้มใหม่
บิตคอยน์ยังคงรักษาแนวโน้มระยะยาวในทิศทางบวก แม้ราคาจะร่วงลงจากระดับสูงสุดในเดือนมกราคม โดยล่าสุดมีการซื้อขายอยู่ที่ราว 89,500 ดอลลาร์ หรือราว 1.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 126,000 ดอลลาร์ (ราว 1.8 ล้านบาท) ราคาได้ปรับลงมาราว 29% ขณะเดียวกันตั้งแต่ต้นปีก็ลดลงรวม 13% แล้วก็ตาม
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์บนบล็อกเชนอย่าง Glassnode ชี้ว่า บิตคอยน์ยังเคลื่อนไหว ‘เหนือ’ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล 200 วัน (EMA) ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในมุมมองของนักลงทุนสถาบันและนักเทรดระดับมหภาค ขณะที่แนวโน้ม EMA 200 วันยังคงไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงถึง ‘แรงซื้อระยะยาว’ ที่ยังไม่หมดไปจากตลาด
อีกหนึ่งสัญญาณในระดับมหภาคคือพฤติกรรมของนักลงทุนใน ETF บิตคอยน์สหรัฐฯ โดยข้อมูลบ่งชี้ว่าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 ปริมาณการถือครอง ETF ได้ปรับลดลงราว 6,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8.5 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น 8% จากระดับสูงสุด ซึ่งแปลว่าเป็นการทดสอบสภาวะทางจิตวิทยาครั้งใหญ่ครั้งแรกของผู้ถือครอง
ข้อมูลของ CryptoQuant ชี้ว่า ราคาตลาดของบิตคอยน์ปัจจุบันอยู่ใกล้เคียงกับต้นทุนเฉลี่ยของ ETF ที่ 86,600 ดอลลาร์ (ราว 1.24 ล้านบาท) ซึ่งเป็น “แนวรับทางจิตวิทยา” อย่างหนึ่ง หากราคายืนเหนือแนวนี้ต่อเนื่องได้ อาจช่วยรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่หากกลับมาต่ำกว่าระดับดังกล่าวเป็นเวลานาน อาจเกิดแรงขายเพื่อจำกัดขาดทุน และกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาต่อไป แม้ปัจจุบันอัตราการไหลออกของเงินทุนจะชะลอลงแล้ว แต่ยังไม่พบสัญญาณการไหลกลับอย่างชัดเจนจากนักลงทุนสถาบัน
ด้านนักลงทุนรายย่อยและการถือครองระยะสั้นก็เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่ต้องจับตา โดยข้อมูลของเว็บไซต์ Bitbo ระบุว่า ราคาซื้อเฉลี่ยของผู้ถือครองบิตคอยน์ระยะสั้นอยู่ราว 67,000–70,000 ดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าราคาปัจจุบันที่อยู่เหนือระดับดังกล่าว ทำให้ผู้ถือจำนวนมากยังมีกำไรอยู่ ความเสี่ยงต่อการขายทำกำไรแบบฉับพลันจึงยังไม่สูงนัก
อย่างไรก็ตาม หากราคาบิตคอยน์ลดลงต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นสัญญาณของตลาดขาลงอย่างเต็มตัวเหมือนในปี 2018 และ 2022 ที่ผ่านมา Glassnode ยังระบุด้วยว่า บิตคอยน์เพิ่งล้มเหลวในการทดสอบแนวต้านระดับ 96,500 ดอลลาร์ (ราว 1.38 ล้านบาท) ซึ่งเป็นต้นทุนเฉลี่ยในอดีตของผู้ถือระยะสั้น ขณะเดียวกัน ข้อมูลเผยว่ามีเพียง 19.5% ที่อยู่ในโซนขาดทุน ซึ่งต่ำกว่าที่เคยปรากฏช่วงเทขายครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ จึงเชื่อว่าภาวะตลาดยังไม่ได้เข้าสู่จุด “ยอมจำนนโดยสิ้นเชิง” และการปรับฐานครั้งนี้อาจเป็นเพียง “การพักฐานอย่างมีวุฒิภาวะ”
โดยสรุป แม้ดัชนีหลักหลายตัวบ่งชี้ถึงการต้านทานในระยะสั้น แต่ตลาดยังต้องการเวลาในการฟื้นตัว นักลงทุนยังคงระมัดระวังจากปัจจัยเสี่ยง เช่น ความไม่แน่นอนด้านสภาพคล่อง การอ่อนแรงของดีมานด์บนเครือข่าย และแรงซื้อจากรายย่อยที่หดตัว ความเปลี่ยนแปลงจากสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจ หรือบทบาททางการเมืองที่เกิดจากศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี – โดยเฉพาะโมเมนตัมของประธานาธิบดีทรัมป์ – ก็ยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อความคาดหวังด้านกฎเกณฑ์ และทิศทางตลาดคริปโตโดยรวม ความชัดเจนของแนวโน้มจึงอาจต้องรออีกสักระยะก่อนกลับสู่ตลาดขาขึ้นอย่างแท้จริง.
ความคิดเห็น 0