บิตคอยน์(BTC) ร่วงต่ำกว่า 75,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้บริษัทสตราเทจี (Strategy) ผู้ถือครองบิตคอยน์รายใหญ่ที่สุดของตลาด เผชิญการขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ (Unrealized Loss) มูลค่ากว่า 13,153 ล้านบาท จากต้นทุนเฉลี่ยที่สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน
แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน Lookonchain รายงานว่า สตราเทจีถือครองบิตคอยน์ทั้งหมด 712,647 เหรียญ โดยมีต้นทุนเฉลี่ยที่ประมาณ 76,037 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาบิตคอยน์ล่าสุดแตะระดับ 75,314 ดอลลาร์ ทำให้พอร์ตการลงทุนของสตราเทจีนั้นขาดทุนไปราว 617.48 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9,023 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน
ในช่วงวันที่ 20-25 มกราคมที่ผ่านมา สตราเทจียังเดินหน้าซื้อบิตคอยน์เพิ่มเติมอีก 2,932 เหรียญ ในราคาสูงลิ่วเฉลี่ยถึง 90,061 ดอลลาร์ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 264.1 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,858 ล้านบาท การซื้อที่ระดับราคานี้ ‘แสดงให้เห็น’ ถึงรูปแบบการเก็บสะสมสินทรัพย์ที่ยังคงแนวทาง “เชิงรุก” อย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ ราคาบิตคอยน์ร่วงลงต่ำกว่า 76,000 ดอลลาร์ช่วงสุดสัปดาห์ กลับสู่แนวรับบริเวณ 75,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ โดยบทความนี้ถูกเขียนในขณะที่บิตคอยน์อยู่ที่ราว 75,871 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 3.96% ในรอบ 24 ชั่วโมง
แม้ตลาดจะเข้าสู่ภาวะขาลง แต่ ‘ความมุ่งมั่น’ ของสตราเทจียังคงไม่เปลี่ยน โดยไมเคิล เซย์เลอร์(Michael Saylor) ผู้ก่อตั้งและประธานสตราเทจี ตลอดจนผู้สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ และผู้สนับสนุนหลักของบิตคอยน์ ยังได้โพสต์ข้อความเชิงสัญลักษณ์ว่า “More oranges” ผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา บ่งชี้อาจมีแผนซื้อเพิ่มอีก
ราคาหุ้นของสตราเทจียังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากทิศทางของบิตคอยน์ โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นร่วงลงเกือบ 61% ปิดล่าสุดอยู่ที่ 149.71 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม การขาดทุนในพอร์ตบิตคอยน์ยังเป็นเพียง ‘ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง’ และไม่ใช่สิ่งที่สะท้อนอยู่ในงบการเงิน ถือว่าบริษัทยังไม่เจอความเสี่ยงด้านสภาพคล่องหรือปัญหาทางบัญชีในระยะสั้น
มีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงวิพากษ์ต่อกลยุทธ์ของเซย์เลอร์ ฝั่งหนึ่งมองว่าความเชื่อมั่นในการซื้อสะสมแม้อยู่ในภาวะตลาดผันผวนนั้น ‘เป็นสัญลักษณ์’ ของเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัท
การเคลื่อนไหวระหว่าง 75,000-77,000 ดอลลาร์อาจเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทิศทางของตลาดในระยะสั้น โดยโฆษกของแพลตฟอร์ม CoinSwitch จากอินเดียระบุว่า “หากบิตคอยน์สามารถประคองตัวอยู่ในแดนนี้ได้ ก็อาจมีโอกาสกลับตัวขึ้นได้ในลำดับถัดไป”
ราคาที่อ่อนตัวลงในครั้งนี้ เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการชำระบัญชี (Liquidation) ของสัญญาฟิวเจอร์สฝั่ง Long ขนาดใหญ่ คิดเป็นมูลค่าราว 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 14,610 ล้านบาท ซึ่งกระตุ้นแรงขายในวงกว้าง
นักลงทุนต่างจับตามองว่าทิศทางราคาบิตคอยน์ครั้งถัดไปจะเคลื่อนไปสู่ ‘แนวต้าน’ ที่ 80,000 ดอลลาร์ หรือทรุดต่ำลงอีก ขณะที่ ‘ข้อความสั่งซื้อครั้งถัดไป’ ของเซย์เลอร์อาจเป็นปัจจัยหนุนจิตวิทยาตลาดที่สำคัญในช่วงใกล้นี้
ความคิดเห็น 0