บิตคอยน์(BTC) พุ่งขึ้นราว 7% ภายในวันเดียวเมื่อวันที่ 26 (เวลาท้องถิ่น) พลิกกลับมาสร้างแรง ‘รีบาวด์ระยะสั้น’ หลังเผชิญแรงขายต่อเนื่องหลายวัน ทำให้บรรยากาศในตลาดเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น แม้แรงกดดันฝั่งขายจะดูเบาลง แต่เมื่อมองจากตัวชี้วัด ‘ออนเชน’ และโครงสร้างกราฟราคาแล้ว ยังยากจะบอกได้ว่า ‘ความเสี่ยงขาลง’ ถูกปลดล็อกไปแล้วจริง ๆ
การดีดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ประเด็นเกี่ยวกับบริษัทเทรดดิ้งเชิงปริมาณระดับโลกอย่าง ‘เจนสตรี트(Jane Street)’ ถูกหยิบยกขึ้นมาในตลาดคริปโตอีกครั้ง โดยมีการรื้อฟื้นข้อถกเถียงจากปี 2022 ช่วงที่โปรเจクトลูน่า(LUNA) ล่มสลาย ซึ่งบางส่วนในชุมชนคริปโตเคยชี้นิ้วไปที่เจนสตรีตว่าอาจมีส่วนทำให้สถานการณ์ทรุดตัว อย่างไรก็ดี จนถึงตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานทางการที่ชัดเจนยืนยัน ‘ความรับผิดชอบโดยตรง’ ของบริษัทดังกล่าว แหล่งข่าวในตลาดมองว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่ข้อกล่าวหาเก่า แต่เป็นการที่ ‘ความคาดหวังด้านสภาพคล่อง’ ดูจะดีขึ้น ประกอบกับภาวะการปรับตำแหน่งของนักลงทุนระยะสั้น ส่งผลให้หลังจากช่วงผันผวนหนัก บรรยากาศโดยรวมเริ่มนิ่งขึ้นมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ‘ภาระเชิงโครงสร้าง’ ของบิตคอยน์(BTC) ยังไม่หายไป นักวิเคราะห์ออนเชน ดาร์กโพสต์(Darkfost) ระบุว่า กลุ่มนักเทรดบนออนเชนที่ถือเหรียญระยะสั้น (ประมาณ 1–3 เดือน) มี ‘ราคาใช้จ่ายจริง(Realized Price)’ อยู่แถว ๆ 9 หมื่นดอลลาร์ ขณะที่ตอนนี้บิตคอยน์(BTC) สปอตซื้อขายกันราว 6.8 หมื่นดอลลาร์ หมายความว่า ผู้ที่เข้าซื้อในช่วงราคาดังกล่าวกำลังเผชิญ ‘ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง’ เฉลี่ยราว 24% ตามการประมาณการ ‘ความคิดเห็น’ ปกติแล้วเมื่อกลุ่มผู้ถือระยะสั้นเริ่มขาดทุนลึกขึ้น พวกเขามักจะมีปฏิกิริยาต่อการแกว่งของราคาแรงขึ้นทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขาย ทำให้ตลาดอ่อนไหวกับข่าวและการเคลื่อนไหวระยะสั้นมากกว่าเดิม
ดาร์กโพสต์ยังนำเสนอโมเดล ‘แถบเบี่ยงเบนจากราคาใช้จ่ายจริง (deviation bands)’ เพื่อจับจุดที่แรงกดดันสะสมอยู่ แถบดังกล่าวคือช่วงราคาที่คำนวณจากค่าเฉลี่ยต้นทุน (Realized Price) ของกลุ่มผู้ถือ แล้วดูว่าราคาในตลาด ‘เบี่ยง’ จากจุดนี้ไปเท่าใดในเชิงสถิติ เพื่อบอกให้เห็นว่า ‘กำไร–ขาดทุนแฝง’ กระจุกตัวอยู่ตรงไหน
ตามโมเดลนี้ แถบบนของแรงกดดันอยู่แถว ๆ 1.26 แสนดอลลาร์ และ 1.53 แสนดอลลาร์ ขณะที่ขอบล่างสำคัญอยู่ราว 7.9 หมื่นดอลลาร์ และ 5.6 หมื่นดอลลาร์ ‘จุดเปลี่ยน’ ที่ต้องจับตาคือ ราคาปัจจุบันของบิตคอยน์(BTC) ยังอยู่ต่ำกว่าราคาใช้จ่ายจริงราว 9 หมื่นดอลลาร์ ส่งผลให้ผู้เล่นที่เพิ่งเข้าตลาดในช่วงหลังติดอยู่ในโซน ‘ขาดทุนรวมกลุ่ม’ รูปแบบนี้ทำให้ในระยะสั้น แรงขายทำกำไรอาจลดลง เพราะขายแล้วล็อกขาดทุนทันที แต่ถ้าราคากลับลงไปกดดันต่ำกว่าเดิมอีกครั้ง ก็เสี่ยงจะเกิดรอบ ‘ตัดขาดทุน’ เพิ่มเติม ซึ่งอาจเร่งให้แรงขายระยะสั้นรุนแรงขึ้น
ในมุมมองวัฏจักรราคา โมเดลเดียวกันยังให้สัญญาณเชิงจิตวิทยาในวงกว้างด้วย ช่วงก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่ราคาเข้าใกล้แถบบนระดับ ‘แม็กซ์(Max)’ มักถูกตีความว่าเป็นสัญญาณ ‘ร้อนแรงเกินไป’ และมักตามมาด้วยการพักฐานหรือย่อแรง ตรงกันข้าม ตอนนี้ภาพกลับด้าน เมื่อผู้เล่นส่วนใหญ่ของรอบล่าสุดกำลังจมอยู่ในโซนขาดทุน ไม่ใช่กำไร การจะให้ ‘รีบาวด์’ ขยายตัวต่อเนื่อง จำเป็นต้องให้กลุ่มผู้ถือระยะสั้นกลับเข้าสู่ระดับที่ ‘มีกำไรในมืออย่างสบายใจ’ พูดง่าย ๆ คือ ต้องมีการฟื้นตัวที่มากพอให้คนส่วนใหญ่หยุดกังวลเรื่องทุนตัวเองเสียก่อน จึงจะสร้างฐานราคาใหม่ที่มั่นคงได้
ด้านเทคนิค บิตคอยน์(BTC) แม้จะดีดกลับแรง แต่ยังอยู่ในโซนที่กดดันอย่างเห็นได้ชัด หลังจากจุดสูงสุดช่วงปลายปี 2025 แล้วราคาไหลลงแรง โซน 9 หมื่น–9.5 หมื่นดอลลาร์ซึ่งเคยเป็น ‘ฐานรับสำคัญ’ ก็ถูกเจาะลงมาอย่างเด็ดขาด เมื่อแนวรับสำคัญแบบนี้ถูกทำลาย มันมักจะถูก ‘เปลี่ยนสถานะ’ มาเป็นแนวต้านใหม่ ซึ่งตอนนี้กราฟก็เริ่มสะท้อนภาพดังกล่าวแล้ว สัญญาณนี้มักถูกอ่านว่าเป็นการเปลี่ยนจากเฟส ‘ขาขึ้นขยายตัว’ ไปสู่ ‘ระยะพักหรือปรับฐาน’ มากกว่าจะเป็นการเริ่มรอบกระทิงใหม่ในทันที
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ก็ส่งสัญญาณในทิศทางเดียวกัน ราคาในตอนนี้เคลื่อนไหวอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ย 50 ช่วง และ 100 ช่วง ขณะเดียวกันทั้งสองเส้นเริ่ม ‘หันหัวลง’ แสดงถึงโมเมนตัมที่อ่อนแรงและแรงส่งของแนวโน้มที่ลดลง แม้ว่าเส้นค่าเฉลี่ย 200 ช่วงจะยังคงไต่ขึ้น ซึ่งทำให้ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่ารอบขาขึ้นระยะยาวจบลงแล้ว แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าความกดดันในกรอบกลาง–ระยะกลางกำลังหนักขึ้นอย่างชัดเจน
ปริมาณการซื้อขายก็เป็นปัจจัยที่ทดสอบ ‘ความทนทาน’ ของการรีบาวด์รอบนี้ ในช่วงที่ราคาปรับฐานแรงก่อนหน้า มีสัญญาณการพุ่งขึ้นของวอลุ่มแบบฉับพลัน บ่งชี้ว่าอาจมีการ ‘บังคับปิดสถานะ’ หรือการรีเซ็ตพอร์ตของนักลงทุนเลเวอเรจจำนวนมาก ในทางกลับกัน ระหว่างการดีดกลับครั้งล่าสุด ไม่มีวอลุ่มระดับเดียวกันมารองรับ ทำให้ตลาดยังตั้งคำถามว่าการขึ้นรอบนี้เป็นเพียง ‘เด้งแมวตาย’ หรือจะกลายเป็นจุดเริ่มของแนวโน้มฟื้นตัวใหม่จริง ๆ
ในระยะใกล้ ปัจจัยชี้ขาดสำคัญอยู่ที่การยืนเหนือระดับช่วงกลาง 6 หมื่นดอลลาร์ หากโซนดังกล่าวยังถูกปกป้องไว้ได้ ราคาอาจเข้าสู่โหมดแกว่งตัวด้านข้าง เปิดโอกาสให้ตลาดสร้างสมดุลใหม่ระหว่างฝั่งซื้อ–ขาย แต่ถ้าหลุดจากโซนนี้ลงไป ตลาดอาจไหลลงสู่บริเวณที่ ‘สภาพคล่องเบาบาง’ มากขึ้น ส่งผลให้ความผันผวนกลับมาปะทุอีกระลอก ‘ความคิดเห็น’ ในทางกลับกัน หากสภาพคล่องในตลาดดีขึ้นและมีแรงซื้อใหม่เข้ามาหนุน การดีดกลับรอบนี้ก็มีโอกาสยกระดับจากแค่ ‘แรลลีคลายกังวล’ ไปสู่จุดเริ่มของเฟสฟื้นตัวใหม่ได้เช่นกัน
คำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนวอน–ดอลลาร์ที่ 1 ดอลลาร์ = 1,439.30 วอน ระดับราคาบิตคอยน์(BTC) ที่ 6.8 หมื่นดอลลาร์มีมูลค่าราว 9.791 ล้านบาท ขณะที่ราคาใช้จ่ายจริงแถว ๆ 9 หมื่นดอลลาร์คิดเป็นราว 12.954 ล้านบาท ซึ่งเป็น ‘โซนต้นทุนเฉลี่ย’ ที่กำลังบีบให้ผู้ถือระยะสั้นส่วนใหญ่ต้องจับตาทุกจังหวะของตลาดอย่างใกล้ชิดมากขึ้นในช่วงนี้
ความคิดเห็น 0