คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC) และคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า(CFTC) เดินหน้าจัดระเบียบ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ร่วมกันอย่างเป็นทางการ หลังลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อวางกรอบความร่วมมือด้านกำกับดูแล ลดปัญหา ‘ทับซ้อนอำนาจกำกับ’ ที่ยืดเยื้อมาหลายปี ทำให้ทิศทางกำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโตสหรัฐมีแนวโน้ม ‘ชัดขึ้น’ และเป็นเอกภาพมากกว่าเดิม
ตามเนื้อหาใน MoU ฉบับนี้ ‘SEC–CFTC’ จะกำหนดมาตรฐานกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลแบบประสานกัน ตั้งแต่การออกกฎ การบังคับใช้ ไปจนถึงการตรวจสอบผู้ประกอบการ เดิมทีบริษัทคริปโตต้องวิ่งตามเกณฑ์ของทั้งสองหน่วยงานที่ไม่เหมือนกัน บางกรณีถึงขั้นต้องรับการตรวจแยกกันสองรอบ แต่กรอบใหม่จะเน้น ‘จัดตำแหน่งนโยบายให้ตรงกัน’ และออกแนวทางกำกับร่วม เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติตามกฎ
สาระสำคัญของข้อตกลงนี้มีอยู่ 6 แกนหลัก ได้แก่ การสร้าง ‘ระบบจัดประเภทคริปโต’ ร่วมกัน การประสานงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบเชิงกำกับแบบร่วมมือ การออกนโยบายร่วม การตั้ง ‘แพลตฟอร์มประสานคำขอ’ ให้บริษัทสามารถยื่นคำขอครั้งเดียวแล้วได้รับความเห็นจากทั้งสองหน่วยงานพร้อมกัน และสุดท้ายคือการแบ่งปันข้อมูลกำกับดูแลอย่างเป็นความลับระหว่างกัน
เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม ทั้งสองหน่วยงานยังเปิดตัวโครงการ ‘Joint Harmonization Initiative’ ซึ่งจะรับหน้าที่ตรวจทานและจัดระเบียบหลายประเด็นสำคัญของตลาดคริปโต เช่น การจัดประเภทผลิตภัณฑ์คริปโต ระบบรายงานด้านกำกับดูแล โครงสร้างชำระราคาและมาร์จิน (margin) รวมถึงการวางระบบ ‘ตรวจจับ–เฝ้าระวัง’ ระหว่างตลาดที่อยู่ในอำนาจกำกับของทั้ง SEC และ CFTC
หัวใจของความร่วมมือรอบนี้คือการทำให้ ‘เกณฑ์จัดประเภทคริปโต’ ของสองหน่วยงานไปในทิศทางเดียวกัน เดิมทีผู้ออกโทเคนและตลาดซื้อขายต้องคอยตีความเองว่าโทเคนตัวใดเข้าข่าย ‘หลักทรัพย์’ ซึ่งอยู่ภายใต้เกณฑ์ SEC หรือเป็น ‘สินค้าโภคภัณฑ์’ ที่อยู่ในอำนาจ CFTC ความคลุมเครือนี้เปิดช่องให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายต่อเนื่องยาวนาน
พอล แอตกินส์(Paul Atkins) กรรมการของ SEC ระบุว่า “ตลาดต้องใช้เวลานานเกินไปในการทำธุรกิจภายใต้ ‘เส้นแบ่งกำกับดูแลที่ไม่ชัดเจน’ การจับมือกันครั้งนี้คือความพยายาม ‘สร้างความกลมกลืนด้านกฎเกณฑ์’ เพื่อให้ ‘นวัตกรรม’ สามารถเติบโตบนดินแดนสหรัฐได้อย่างมั่นคง” ‘ความคิดเห็น’ ของเขาสะท้อนว่าหน่วยงานกำกับเริ่มยอมรับแล้วว่า ความไม่ชัดเจนด้านกฎ คือหนึ่งในตัวถ่วงสำคัญของอุตสาหกรรมคริปโต
ในแพลตฟอร์มประสานคำขอที่ถูกออกแบบขึ้นใหม่ บริษัทที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทั้งสองหน่วยงานจะสามารถยื่นคำขออนุมัติผลิตภัณฑ์หรือคำขอด้านกำกับเพียงครั้งเดียว และได้รับคำตอบประสานจากทั้ง SEC และ CFTC แทนที่จะต้องแยกยื่น แยกรอ และเสี่ยงเจอ ‘คำตอบขัดกัน’ นอกจากนี้ การตรวจสอบและการพิจารณาอนุมัติผลิตภัณฑ์จะดำเนินการแบบ ‘ร่วมมือ’ มากขึ้น ลดโอกาสเกิดภาระกำกับซ้ำซ้อน
ด้าน ‘ตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล’ คาดว่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะขั้นตอนการคัดเลือกและลิสต์โทเคน หากระบบจัดประเภทคริปโตแบบร่วมกันถูกใช้จริง แพลตฟอร์มซื้อขายจะประเมินได้ชัดขึ้นว่า ‘โทเคน’ ใดอยู่ในฐานะสินทรัพย์ที่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ฝั่ง SEC หรือ CFTC หรือถูกกำกับร่วม ช่วยลดความเสี่ยงในการลิสต์สินทรัพย์ที่อาจกลายเป็นประเด็นด้านกฎหมายในภายหลัง
ผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล (custody) และผู้ประกอบการที่ปัจจุบันต้องอยู่ใต้การกำกับดูแลของทั้งสองหน่วยงานก็จะได้อานิสงส์จากกรอบใหม่นี้ เนื่องจากสามารถอ้างอิง ‘มาตรฐานกำกับเดียวกัน’ แทนการรับการตรวจแยกส่วน ในอดีตเคยมีกรณีที่หน่วยงานทั้งสองประเมินความเสี่ยงและออกข้อสังเกตที่ ‘สวนทางกัน’ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียทั้งเวลาและต้นทุนในการแก้ไขให้ตอบโจทย์ทั้งสองฝั่ง
อีกหนึ่งกลุ่มที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือ ‘ผู้ออกสเตเบิลคอยน์’ โครงสร้างของสเตเบิลคอยน์หลายประเภททำให้สามารถถูกตีความให้เข้าข่ายทั้งภายใต้เกณฑ์ของ SEC หรือ CFTC ได้ จึงสร้างปัญหาด้าน ‘ความไม่แน่นอนของเขตอำนาจกำกับ’ มาอย่างต่อเนื่อง การจับมือกำหนดเกณฑ์ร่วมกันของ ‘SEC–CFTC’ ตั้งเป้าลดความคลุมเครือนี้ ทำให้ผู้ออกสเตเบิลคอยน์สามารถดีไซน์ผลิตภัณฑ์และเปิดเผยข้อมูลตามกรอบที่ชัดเจนขึ้น
กรอบความร่วมมือนี้ยังโยงเข้ากับ ‘ร่างกฎหมายคลาริตี้(CLARITY Act)’ ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมาแล้ว โดยสาระของกฎหมายฉบับนี้ คือการมอบ ‘อำนาจกำกับหลัก’ เหนือตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท ‘สปอต’ ให้กับ CFTC เป็นฝ่ายนำ ขณะที่ SEC จะยังมีบทบาทสำคัญต่อสินทรัพย์ดิจิทัลที่เข้าข่าย ‘หลักทรัพย์’ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาในวุฒิสภายังล่าช้าและยังไม่มีกำหนดชัดเจน
หากวุฒิสภาลงมติผ่านร่าง ‘คลาริตี้’ ความร่วมมือระหว่าง SEC และ CFTC ที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ก็จะถูกยกระดับขึ้นเป็น ‘โครงสร้างกำกับดูแลตามกฎหมาย’ อย่างเต็มรูปแบบ มีฐานทางกฎหมายรองรับชัดเจนว่าใครกำกับอะไร ในมิติใด และอย่างไร
แต่หากกฎหมายยังคงล่าช้าต่อไป ทั้งสองหน่วยงานก็จะเดินหน้าความร่วมมือเชิงปฏิบัติการต่อไปอยู่ดี เพราะโครงสร้าง MoU และโครงการ Joint Harmonization Initiative ถูกออกแบบให้สามารถทำงานได้แม้ไม่มีกรอบกฎหมายใหม่มารองรับในทันที
ภาคตลาดมองว่า ‘กรณีบังคับใช้กฎร่วมกันครั้งแรก’ ของ SEC และ CFTC ต่อผู้ประกอบการคริปโต รวมถึงวิธีการทำงานจริงของแพลตฟอร์มประสานคำขอรูปแบบใหม่นี้ จะกลายเป็น ‘ตัวชี้วัดสำคัญ’ ว่าทิศทางกำกับดูแลคริปโตของสหรัฐจะมุ่งไปสู่ความชัดเจนแค่ไหน และจะเปิดพื้นที่ให้ ‘นวัตกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล’ เติบโตได้มากเพียงใดในเฟสต่อไปของตลาดคริปโตสหรัฐ
ความคิดเห็น 0