บิตคอยน์(BTC) ร่วงลงมาแถว ‘69,000ดอลลาร์’ อีกครั้งในช่วงเช้าวันอังคารที่ 25 (เวลาท้องถิ่น) สะท้อนบรรยากาศ ‘ตลาดพักฐาน’ ในสินทรัพย์เสี่ยงกลับมาเด่นชัด ขณะที่แรงขายที่เริ่มจากตลาดหุ้นไหลต่อมาถึงตลาดคริปโต ส่งผลให้อีเธอเรียม(ETH), โซลานา(SOL), ริปเปิล(XRP) อ่อนตัวตามไปในทิศทางเดียวกัน
เมื่อต้นวัน บิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวใกล้ 71,000ดอลลาร์ ก่อนจะอ่อนลงมาแถว 69,600ดอลลาร์ช่วงก่อน–หลังเปิดตลาดหุ้นสหรัฐอย่างเป็นทางการ ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อัลท์คอยน์ตัวใหญ่ส่วนใหญ่ปรับตัวลงราว 2–3% สะท้อนภาวะ ‘หลบความเสี่ยง’ ชัดเจนยิ่งขึ้น
‘คำ’รูปแบบวันจันทร์พุ่ง–อังคารย่อตัว‘คำ’ กลับมาอีกครั้ง
ตามข้อมูลของบริษัทวิจัยตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ‘เวลโล(Velo)’ การเคลื่อนไหวของบิตคอยน์(BTC) ในรอบ 3 เดือนมานี้มักตามแพทเทิร์น “วันจันทร์บวกประมาณ 1%–วันอังคารลบใกล้ 1%” อย่างต่อเนื่อง แรงย่อตัวรอบล่าสุดจึงยังจัดอยู่ในกรอบเดิม ไม่ได้ถือว่า ‘หลุดฟอร์ม’ แต่อย่างใด
ในเชิง ‘ความคิดเห็น’ ภาพนี้บอกว่าทิศทางระยะสั้นของบิตคอยน์(BTC) ตอนนี้ถูกกำหนดโดยปัจจัยมหภาคมากกว่าข่าวเชิงบวกเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นทิศทางหุ้นเทคโนโลยี ดอกเบี้ย หรือค่าเงินดอลลาร์ ล้วนมีน้ำหนักต่อราคาในตลาดคริปโตสูงขึ้น
‘คำ’หุ้นเทคโนฯ สะดุด แรงเทขายลามสู่คริปโต‘คำ’
แรงกดดันรอบนี้เกี่ยวพันโดยตรงกับการย่อตัวของหุ้นซอฟต์แวร์ในสหรัฐ กองทุน ETF ด้านเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ ‘iShares Expanded Tech-Software Sector ETF(IGV)’ ดิ่งลงถึงราว 4% ภายในวันเดียว กลายเป็นภาพตัวแทนของภาวะพักฐานในสินทรัพย์เสี่ยงวงกว้าง
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ราคาคริปโตขยับสอดคล้องกับหุ้นเทคฯ ค่อนข้างมาก ทั้งสองตลาดต่างเริ่มอ่อนตัวตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมปีก่อนเป็นต้นมา ทำให้เมื่อหุ้นเทคโนโลยีสะดุด สินทรัพย์ดิจิทัลก็มักอ่อนแรงตามอย่างที่เห็นในรอบนี้
ฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนี S&P500 ปรับลงราว 0.5% ขณะที่แนสแด็กอ่อนตัวประมาณ 0.8% ลบกำไรส่วนใหญ่ที่เพิ่งเพิ่มขึ้นในวันก่อนหน้า ระหว่างที่ตลาดจับตาความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐ–อิหร่าน ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกขยับขึ้นต่อเนื่อง ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ(DXY) ทรงตัวเหนือระดับ 99 แสดงแรงซื้อดอลลาร์ยังแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นอีกราว 2% ภายในหนึ่งวัน เสริมบรรยากาศ ‘risk-off’ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
หุ้นคริปโตผันผวนแรง ‘เซอร์เคิล–โคอินเบส’ รับแรงขาย
หุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเผชิญแรงเทขายหนักกว่า ด้านบริษัทผู้ออกสเตเบิลคอยน์ USDC อย่าง เซอร์เคิล(CRCL) ราคาร่วงลงถึงประมาณ 16% ภายในวันเดียว หลังจากเพิ่งพุ่งขึ้นมากกว่า 100% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา จึงถูกมองว่าเป็นการ ‘ย่อตัวแรง’ จากภาวะร้อนแรงก่อนหน้า ขณะที่หุ้นโคอินเบส(COIN) แพลตฟอร์มเทรดคริปโตรายใหญ่ของสหรัฐก็อ่อนตัวอีกราว 8%
ความผันผวนของหุ้นกลุ่มนี้ ยังถูกเชื่อมโยงกับรายงานของ CoinDesk เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) เกี่ยวกับร่างแก้ไขล่าสุดของ ‘กฎหมายคลาริตี(Clarity Act)’ ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือไม่อนุญาตให้มี ‘รางวัลจากยอดคงเหลือ (rewards)’ บนเงินฝากสเตเบิลคอยน์ ส่งผลให้ธุรกิจ ‘ฝากเหรียญ–รับผลตอบแทน’ บนสเตเบิลคอยน์อาจถูกจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ
เชย์ โบลูร์(Shay Boloor) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดของบริษัทลงทุนฟิวเจอร์ อิควิตีส์(Puturem Equities) แสดงความคิดเห็นผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ข้อจำกัดในลักษณะนี้ทำให้โอกาสที่ USDC จะเติบโตจาก ‘เครื่องมือชำระเงิน’ ไปสู่ ‘สินทรัพย์เก็บมูลค่า’ แคบลง ซึ่งไปกระทบหนึ่งในแกนหลักของมุมมองเชิงบวกต่อเหรียญนี้”
ตรงกันข้าม ฝั่งผู้ออกสเตเบิลคอยน์รายใหญ่อีกเจ้าคือ เทเธอร์(Tether) ซึ่งรับผิดชอบเหรียญ USDT ประกาศว่าจ้าง ‘บิ๊กโฟร์’ สำนักงานบัญชีรายใหญ่ระดับโลก เข้าตรวจสอบงบและสินทรัพย์สำรองอย่างเต็มรูปแบบ การเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกมองว่าเป็น ‘ก้าวสำคัญ’ เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือเรื่องสินทรัพย์ค้ำหลังของ USDT
ใน ‘ความคิดเห็น’ ของนักวิเคราะห์ การที่กรอบกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์เริ่มชัดขึ้น กำลังผลักให้ผู้ออกเหรียญต้องแข่งขันกันด้าน ‘ความโปร่งใส’ มากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะต่อไป
‘คำ’ภาพดอกเบี้ยกลับด้าน จากลุ้นลดสู่เสี่ยงขึ้น‘คำ’
ปัจจัยมหภาคด้านดอกเบี้ยยังเป็นอีกแรงกดดันต่อคริปโต เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อน ตลาดยังถกกันอยู่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะ ‘ลดดอกเบี้ยกี่ครั้งภายในปี 2026’ แต่ตอนนี้ ความคาดหวังกลับพลิกไปสู่ความเป็นไปได้ของ ‘การขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด’
ข้อมูลจาก CME FedWatch ชี้ว่า โอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด(FOMC) จะลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนเมษายนและมิถุนายนแทบเป็นศูนย์ ในทางกลับกัน ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยกลับถูกสะท้อนในราคาตลาดราว 15% โดยเฉพาะการประชุมเดือนมิถุนายนที่ตลาดจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่า เควิน วอร์ช(Kevin Warsh) ผู้ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอชื่อเป็นประธานเฟดคนใหม่ อาจเข้ารับหน้าที่ต่อจากเจอโรม พาวเวลล์(Jerome Powell) ในช่วงดังกล่าวได้
หากเส้นทางดอกเบี้ยเปลี่ยนจาก ‘ลด’ เป็น ‘อาจขึ้น’ ภายในเวลาไม่นาน ค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าต่อ และผลตอบแทนพันธบัตรจะสูงขึ้น ทั้งหมดนี้โดยทั่วไปไม่เป็นผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต
โดยสรุป ทิศทางระยะสั้นของบิตคอยน์(BTC) และบรรดาอัลท์คอยน์รายใหญ่ ยังมีแนวโน้มถูกชี้นำจากการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยี ความแข็งแกร่งของดอลลาร์ และความคาดหวังต่อดอกเบี้ยเฟดที่ผันผวน ‘ความคิดเห็น’ ของนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า ก่อนที่ตลาดจะกลับเข้าสู่โหมด ‘ชอบเสี่ยง’ อีกครั้ง ช่วงนี้อาจต้องเผชิญภาวะผันผวนสูงไปก่อน นักลงทุนจึงควรเตรียมรับมือกับราคาที่เหวี่ยงแรงในกรอบกว้างต่อเนื่องระยะหนึ่ง
ความคิดเห็น 0